การประเมิน
Severity of Alopecia Tool (SALT)
SALT เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินความรุนแรงของผมร่วง โดยอิงจากสัดส่วนพื้นที่หนังศีรษะที่ไม่มีเส้นผม และยังใช้เพื่อติดตามการตอบสนองต่อการรักษาได้ด้วย คะแนน SALT สะท้อนเป็นร้อยละของพื้นที่หนังศีรษะที่ไม่มีเส้นผม โดยคะแนนมากกว่า 50 ถือว่าเป็นผมร่วงเป็นหย่อมชนิดรุนแรง ส่วนคะแนนต่ำกว่า 50 จัดเป็นโรคระดับน้อยถึงปานกลาง
การจัดระดับความรุนแรงตามเกณฑ์ทางเลือก
- ไม่มีความรุนแรง (grade 0): ไม่มีผมร่วง (0% ของหนังศีรษะ)
- เล็กน้อย (grade 1): ผมร่วง 1–20% ของหนังศีรษะ
- ปานกลาง (grade 2): ผมร่วง 21–49% ของหนังศีรษะ
- รุนแรง (grade 3): ผมร่วง 50–94% ของหนังศีรษะ
- รุนแรงมาก (grade 4): ผมร่วง 95–100% ของหนังศีรษะ
Alopecia Areata Scale (AAS)
AAS เป็นเครื่องมือที่ถูกเสนอขึ้นเพื่อใช้ประเมินความรุนแรงของ alopecia areata โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะบริเวณหนังศีรษะ แต่ยังคำนึงถึงบริเวณอื่นของร่างกายร่วมในการประเมินความรุนแรงของโรคด้วย
เครื่องมือนี้มีเกณฑ์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ในการใช้จำแนกระดับความรุนแรงของ alopecia areata:
- มีขนคิ้วหรือขนตาร่วง
- ตอบสนองต่อการรักษาไม่เพียงพอหลังได้รับการรักษา 6 เดือน
- ผลการทดสอบดึงเส้นผม (pull test) ให้ผลบวกแบบกระจายหลายตำแหน่ง สอดคล้องกับ alopecia areata ที่ดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว
- มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่และคุณภาพชีวิตด้านจิตสังคมจากภาวะ alopecia areata
ภาวะทางจิตใจ
ควรประเมินคุณภาพชีวิตและภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย เนื่องจาก alopecia areata อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ความมั่นใจในตนเอง และคุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ เครื่องมือคัดกรองแบบสั้นที่สามารถใช้ประเมินสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วย alopecia areata ได้แก่ Patient Health Questionnaire-4 (PHQ-4), Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9), Generalized Anxiety Disorder 7 (GAD-7), Mood and Feelings Questionnaire และ Dermatology Life Quality Index (DLQI) นอกจากนี้ อาจใช้เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ alopecia areata เช่น Alopecia Areata Symptom Impact Scale (AASIS) และ Alopecia Areata Patient Priority Outcome (AAPPO) เพื่อประเมินผลกระทบของโรคและผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญเพิ่มเติมได้ด้วยเช่นกัน
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยาให้ผลดีที่สุดในผู้ชายอายุ 18–41 ปี ที่มีภาวะผมร่วงระดับ II–IV ตามการแบ่งระยะแบบ Hamilton–Norwood โดยการเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกที่เริ่มสังเกตเห็นผมบาง ขณะที่รูขุมขนยังอยู่ในระยะฝ่อลีบไม่สมบูรณ์ จะช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น ทั้ง finasteride และ minoxidil ไม่สามารถกระตุ้นให้เส้นผมงอกกลับมาได้ในบริเวณที่สูญเสียเส้นผมไปทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่มีคุณภาพเพียงพอเพื่อยืนยันประสิทธิผลของการใช้ finasteride ร่วมกับ minoxidil อย่างชัดเจน หากมีการเปลี่ยนการรักษา ควรใช้ยาตัวเดิมร่วมกับยาตัวใหม่ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนหยุดยาตัวเดิม เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียเส้นผมเพิ่มเติม
Finasteride (ชนิดรับประทาน)
Finasteride ชนิดรับประทานแนะนำสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยชายอายุมากกว่า 18 ปี ที่เป็น androgenic alopecia ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Hamilton–Norwood ระยะ II–IV) จากการศึกษาพบว่าหลังรักษาด้วยยา finasteride ชนิดรับประทานต่อเนื่อง 24 เดือน ผู้ป่วยร้อยละ 66 มีเส้นผมปกคลุมหนังศีรษะดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 83 สามารถชะลอหรือคงสภาพการร่วงของเส้นผมได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยประมาณ 20–30% ไม่ตอบสนองต่อการรักษา นอกจากนี้ มีรายงานว่าการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี สามารถชะลอการดำเนินของภาวะผมร่วงในผู้ป่วยชายได้ถึง 90% โดยไม่พบการสูญเสียเส้นผมเพิ่มเติมที่เห็นได้ชัด อาจพิจารณาใช้ร่วมกับ minoxidil ชนิดทา (ความเข้มข้น 2% หรือ 5% หรือโฟม 5%) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ควรประเมินผลการรักษาหลังเริ่มยา 6–12 เดือน และหากตอบสนองดีควรใช้ยาต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อคงผลการรักษาไว้ เนื่องจากเมื่อหยุดยา ผลการรักษาจะค่อย ๆ ลดลงและกลับสู่ภาวะเดิมภายในประมาณ 12 เดือน
Dutasteride (ชนิดรับประทาน)
Dutasteride ชนิดรับประทาน เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยชายอายุมากกว่า 18 ปี ที่เป็น androgenic alopecia ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Hamilton–Norwood ระยะ II–V) โดยอาจพิจารณาใช้ในกรณีที่การรักษาด้วย finasteride ไม่ได้ผลหลังใช้ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 เดือน
- ข้อบ่งใช้
- แนะนำใช้ Minoxidil ชนิดทา เพื่อชะลอการดำเนินของโรคของ androgenic alopecia และ กระตุ้นการงอกของเส้นผม
-
กลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสม
- ผู้ชายอายุมากกว่า 18 ปี ที่มีผมร่วงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Hamilton–Norwood ระยะ II–V)
- ผู้หญิงอายุมากกว่า 18 ปี
-
ประสิทธิภาพในผู้ชาย
-
Minoxidil 2% (สารละลาย) วันละ 2 ครั้ง
- ช่วยชะลอการดำเนินของโรค
- เพิ่มการงอกของเส้นผมบริเวณด้านหน้าและกลางกระหม่อม
-
Minoxidil 5% (สารละลายหรือโฟม) วันละ 2 ครั้ง
- ให้ผลการรักษาดีกว่าสูตร 2%
-
Minoxidil 2% (สารละลาย) วันละ 2 ครั้ง
- ประสิทธิภาพในผู้หญิง
-
Minoxidil 2%
- ประมาณ 50% มีเส้นผมงอกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
- ประมาณ 13% มีการงอกของเส้นผมในระดับปานกลาง
-
Minoxidil 2%
-
การติดตามผลการรักษา
- ควรประเมินผลหลังเริ่มยา 6 เดือน
-
การใช้ต่อเนื่อง
- หากตอบสนองดี ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลการรักษา
- ผลเมื่อหยุดยา
- ผลการรักษาจะค่อย ๆ ลดลง
- กลับสู่ภาวะเดิมภายใน 3–6 เดือน
Alopecia_Management 1Cyproterone acetate
Cyproterone acetate เป็นยาต้านแอนโดรเจนชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน luteinizing hormone (LH) และ follicle-stimulating hormone (FSH) อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน (hyperandrogenism)
Spironolactone
Spironolactone เป็นยาในกลุ่ม aldosterone antagonists ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการจับของแอนโดรเจนที่ตัวรับ (androgen receptor) แบบแข่งขัน และช่วยลดการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยหญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน
Platelet-rich Plasma (PRP)
PRP ถูกนำมาใช้ในการรักษา androgenetic alopecia ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของการรักษา รวมถึงกำหนดรูปแบบและความถี่ในการรักษาที่เหมาะสม
การรักษา Alopecia Areata
เป้าหมายของการรักษาด้วยยาในผู้ป่วย alopecia areata คือการกระตุ้นให้เส้นผมที่แข็งแรงงอกกลับมาให้เต็มบริเวณที่มีรอยโรค ทั้งบนหนังศีรษะและส่วนอื่นของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้ แต่ไม่สามารถป้องกันผมร่วง และโดยทั่วไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคได้ การรักษามักได้ผลดีในผู้ป่วยที่เป็นไม่รุนแรง โดยจะให้ยาต่อเนื่องจนโรคสงบ หรือจนกระทั่งผมงอกขึ้นมาปกคลุมบริเวณที่เป็น ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึง 1 ปี
Corticosteroids
แนะนำให้ใช้ยา corticosteroids ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเพียงอย่างเดียว เฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วย ไม่สามารถใช้การรักษาแบบผสมผสาน (combined therapy) ได้ หรือมีข้อห้ามในการใช้เท่านั้น
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดฉีดเข้ารอยโรค (Intralesional Corticosteroid)
ตัวอย่างยา: Triamcinolone acetonide
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดฉีดเข้ารอยโรคเป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็น alopecia areata โดยมีพื้นที่ผมร่วงน้อยกว่าร้อยละ 50 ของหนังศีรษะ หรือมีผมร่วงเป็นหย่อมในวงจำกัด แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีผมร่วงเป็นหย่อมขนาดเล็กถึงปานกลาง รวมถึงบริเวณที่มีความสำคัญด้านความสวยงาม เช่น คิ้วและเครา นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้ในเด็กโตและวัยรุ่นที่มีผมร่วงเป็นหย่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลางได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีโรคดำเนินเร็ว มีพื้นที่ผมร่วงกว้าง หรือเป็นโรคมานาน มักตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดีนัก สำหรับผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา มักเริ่มเห็นเส้นผมงอกภายใน 4–8 สัปดาห์หลังได้รับการรักษา ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มีสีผิวตาม Fitzpatrick skin type V และ VI เนื่องจากอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวบริเวณที่ฉีดได้ สำหรับการให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำเป็นช่วง ๆ (intravenous pulse therapy) มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยบางส่วนมีการงอกกลับของเส้นผมมากกว่าร้อยละ 50 หลังได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วันต่อรอบการรักษา (pulse course) ติดต่อกันหลายรอบ
Alopecia_Management 2Corticosteroids (ชนิดรับประทาน)
ตัวอย่างยา: Prednisolone, Prednisone
อาจพิจารณาใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในผู้ป่วย alopecia areata ระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือในรายที่มีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียง เนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ จากข้อมูลการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า การให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบค่อย ๆ ลดขนาดยาในระยะสั้น หรือการให้ยาเป็นรอบ อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่โรคกำลังลุกลาม โดยสามารถช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้ แต่หลังหยุดยา มักพบว่าผมกลับมาร่วงซ้ำได้อีก
Corticosteroids (ชนิดทา)
ตัวอย่างยา: 0.12% Betamethasone valerate, 0.05% Betamethasone dipropionate, 0.2% Fluocinolone, 0.05% Clobetasol propionate
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทาสามารถใช้เป็นการรักษาเริ่มต้นในผู้ใหญ่และเด็กที่เป็น alopecia areata ในวงจำกัด และไม่สามารถทนต่อการรักษาด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดฉีดเข้ารอยโรคได้ โดยถือเป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่มีผมร่วงบริเวณหนังศีรษะ คิ้ว หรือเครา และเป็นแนวทางการรักษาที่แนะนำในเด็กและวัยรุ่นที่เป็น alopecia areata บริเวณหนังศีรษะ
สำหรับผู้ป่วยผมร่วงเป็นหย่อมชนิดผมร่วงทั้งศีรษะ (alopecia totalis) หรือผมร่วงทั่วร่างกาย (alopecia universalis) ให้ใช้เป็น การรักษาลำดับที่สอง (second-line) โดยมักใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่น และสามารถใช้ร่วมกับ minoxidil ได้ โดยทั่วไปอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือนจึงจะเริ่มเห็นเส้นผมงอก ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มีสีผิวเข้มระดับ Fitzpatrick skin type V และ VI นอกจากนี้ ยังพบอัตราการกลับเป็นซ้ำค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 38–63% ทั้งในระหว่างการรักษาและหลังหยุดยา
การรักษาด้วยยาปรับภูมิคุ้มกันชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic Immunotherapy)
Azathioprine
Azathioprine เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วย alopecia areata ระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีบริเวณที่เป็นกว้าง โดยมักใช้เพื่อลดความจำเป็นในการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระยะยาว และสามารถใช้ร่วมกับ glucocorticosteroids ได้
Cyclosporine (Ciclosporin)
Cyclosporine เป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ออกฤทธิ์ต่อ T-lymphocytes โดยยับยั้งการสร้าง lymphokines ส่งผลให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาศัยเซลล์เป็นตัวกลาง (cell-mediated immune response) ลดลง ยานี้เป็นทางเลือกในการรักษาด้วยยาเดี่ยวสำหรับผู้ป่วย alopecia areata ระดับปานกลางถึงรุนแรง แทนการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายในขนาดสูง และยังสามารถใช้ร่วมกับยา glucocorticosteroids ได้ นอกจากนี้ มีการศึกษาหลายฉบับรายงานอัตราความสำเร็จของการรักษาอยู่ที่ประมาณ 25–76.7% อย่างไรก็ตาม พบอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษาได้ค่อนข้างบ่อย
Inosiplex (Inosine pranobex/Isoprinosine)
Inosiplex เป็นทางเลือกในการรักษาในผู้ป่วย alopecia areata ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเดิม
Janus Kinase (JAK) Inhibitors
ตัวอย่างยา: Baricitinib, Deuruxolitinib, Ritlecitinib, Ruxolitinib, Tofacitinib
ยากลุ่ม JAK inhibitors ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วย alopecia areata ชนิดรุนแรง โดย Baricitinib และ Deuruxolitinib ใช้ในผู้ใหญ่ ส่วน Ritlecitinib ใช้ในผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไป ยากลุ่มนี้อาจใช้เป็นทางเลือกแทนยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายในขนาดสูง หรือใช้ร่วมกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย จากการศึกษาพบว่ายากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการงอกของเส้นผมในผู้ป่วยผมร่วงเป็นหย่อมชนิดรุนแรง
Methotrexate
Methotrexate เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยผมร่วงเป็นหย่อมชนิดรุนแรง รวมถึงผมร่วงทั้งศีรษะ (alopecia totalis) และผมร่วงทั่วร่างกาย (alopecia universalis) โดยสามารถใช้ร่วมกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานขนาดต่ำได้ ยานี้สามารถให้ได้ทั้งในรูปแบบรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และควรได้รับการเสริมกรดโฟลิกร่วมระหว่างการรักษาด้วย
Mycophenolate Mofetil
อาจพิจารณาใช้ mycophenolate mofetil ในผู้ใหญ่ที่เป็น alopecia areata ระดับปานกลางถึงรุนแรง
Sulfasalazine
Sulfasalazine เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วย alopecia areata ชนิดรุนแรง โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยประมาณ 23–27% มีเส้นผมงอกหลังได้รับการรักษาด้วย sulfasalazine
Dithranol/Anthralin (ชนิดทา)
Dithranol (anthralin) ชนิดทาใช้เป็นการรักษาด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่แบบสัมผัสระยะสั้น (short-term contact immunotherapy) และมักหยุดการรักษาเมื่อได้ผลการตอบสนองสูงสุดแล้ว ยานี้เป็นทางเลือกการรักษาลำดับที่สองสำหรับผู้ป่วยอายุมากกว่า 10 ปีที่มีผมร่วงน้อยกว่าร้อยละ 50 ของหนังศีรษะ และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดฉีดเข้ารอยโรค, minoxidil หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทา โดยสามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับ minoxidil ได้
สำหรับผู้ป่วยอายุมากกว่า 10 ปีที่มีผมร่วงตั้งแต่ร้อยละ 50 ของหนังศีรษะขึ้นไปและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจพิจารณาใช้ dithranol ชนิดทาร่วมกับ minoxidil และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทา ยานี้สามารถกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่มีผมร่วงเป็นบริเวณกว้างหรือผมร่วงทั้งศีรษะ และยังเป็นทางเลือกที่ใช้ได้ในเด็ก โดยมีรายงานว่าประมาณ 50–60% ของผู้ป่วยมีการงอกของเส้นผมในระดับที่ยอมรับได้ด้านความสวยงามภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ การเกิดอาการระคายเคืองบริเวณที่ทาไม่ได้บ่งชี้ว่าการรักษาจะได้ผลดีกว่า
การรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดทา (topical immunotherapy)
ตัวอย่างยา: Diphenylcyclopropenone (DPCP), Squaric acid dibutyl ester (SADBE)
การรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดทา (topical immunotherapy) เป็นแนวทางการรักษาที่แนะนำสำหรับผู้ป่วย alopecia areata ชนิดเรื้อรังที่มีพื้นที่ผมร่วงกว้าง รวมถึงผมร่วงทั้งศีรษะ (alopecia totalis) และผมร่วงทั่วร่างกาย (alopecia universalis) โดยถือเป็นการรักษาอันดับแรกในผู้ใหญ่ที่มีผมร่วงมากกว่า 50% ของหนังศีรษะ หรือมีโรคระดับปานกลางถึงรุนแรง การรักษาวิธีนี้ใช้สารก่อการแพ้จากการสัมผัส (contact allergen) เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน โดยช่วยลดการอักเสบจากลิมโฟไซต์รอบต่อมรากผมในระยะ anagen ส่งผลให้ต่อมรากผมฟื้นตัวและกลับมาสร้างเส้นผมได้อีกครั้ง ข้อมูลการศึกษาพบว่า การรักษาด้วย topical immunotherapy โดยใช้ DPCP ให้ผลการรักษาที่ดี โดยพบการงอกของเส้นผมในผู้ป่วยได้สูงถึง 100% ในรายที่มีผมร่วงน้อยกว่า 50% ของหนังศีรษะ, 60–88% ในรายที่มีผมร่วง 50–99% และ 17% ในผู้ป่วยผมร่วงทั้งศีรษะหรือผมร่วงทั่วร่างกาย โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นเส้นผมงอกกลับภายใน 3–12 เดือนหลังเริ่มการรักษา และหากไม่พบการงอกกลับของเส้นผมภายใน 24 เดือน การรักษาต่อเนื่องมักไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติม ทั้งนี้ พบอัตราการกลับเป็นซ้ำระหว่างการรักษาประมาณ 62% ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มีสีผิวเข้มระดับ Fitzpatrick skin type V และ VI และโดยทั่วไปจะพิจารณาหยุดการรักษาเมื่อมีเส้นผมงอกกลับมาอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
Minoxidil
Minoxidil ชนิดทาที่ความเข้มข้น 1–5% เป็นรูปแบบที่มีข้อมูลสนับสนุนประสิทธิผลมากที่สุดในผู้ป่วย alopecia areata โดยมักใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการรักษาอื่น minoxidil สามารถช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมในผู้ป่วยที่มีผมร่วงเป็นหย่อม หรือมีผมร่วงเป็นบริเวณกว้างได้ แต่ให้ผลจำกัดในผู้ป่วยที่สูญเสียเส้นผมทั้งหมด โดยอาจเริ่มเห็นการงอกของเส้นผมภายในประมาณ 12 สัปดาห์ และให้ผลสูงสุดหลังการรักษาประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ ควรใช้ยาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะเข้าสู่ระยะสงบอย่างสมบูรณ์
สำหรับ minoxidil ชนิดรับประทาน มีการศึกษาหลายฉบับรายงานการตอบสนองต่อการรักษาในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีข้อมูลด้านประสิทธิผลค่อนข้างจำกัด และมักใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการรักษาอื่น
Topical Prostaglandin Analogues
ตัวอย่างยา: Bimatoprost, Latanoprost
ยากลุ่ม prostaglandin analogues ชนิดทาเป็นทางเลือกในการรักษาผมร่วงทั่วร่างกาย (alopecia universalis) ที่มีขนตาร่วง อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของ bimatoprost และ latanoprost ในการรักษา alopecia areata
ทางเลือกการรักษาอื่น ๆ
ยากลุ่มยับยั้ง calcineurin ชนิดทา (เช่น tacrolimus) อาจพิจารณาใช้ได้ในกรณีที่การรักษาด้วยยากลุ่มแรกไม่ได้ผล
Simvastatin/Ezetimibe อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วย alopecia areata ชนิดรุนแรงที่ดื้อต่อการรักษา โดยมีรายงานกรณีศึกษาพบการทุเลาเกือบสมบูรณ์เมื่อใช้ร่วมกับ prednisolone และ minoxidil
การฉีด Platelet-rich Plasma (PRP)
มีการศึกษาพบว่า PRP สามารถช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลในการรักษา alopecia areata
การรักษาด้วยแสงร่วมกับยา (Photochemotherapy)
การรักษาด้วย psoralen ร่วมกับรังสีอัลตราไวโอเลตเอ (UVA) หรือ PUVA เคยถูกใช้ในผู้ป่วย alopecia areata ชนิดรุนแรง โดยอาจให้รังสี UVA แบบครอบคลุมทั้งร่างกายได้เช่นกัน Psoralen สามารถให้ได้ทั้งทางรับประทานหรือทาเฉพาะที่ ประสิทธิผลของการรักษาด้วยวิธีนี้อยู่ที่ประมาณ 20–65% อย่างไรก็ตาม พบอัตราการกลับเป็นซ้ำค่อนข้างสูง ทั้งนี้ มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนังจากการใช้ PUVA ในระยะยาว
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย
Androgenic Alopecia
ควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่า androgenetic alopecia เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป และควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษา ทั้งนี้ควรให้การให้กำลังใจและคำปรึกษาเชิงสนับสนุน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวกับภาวะผมร่วงได้ดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถใช้เทคนิคการจัดแต่งทรงผม เช่น การใช้สเปรย์แต่งผม การยีผม หรือการทำสีผม เพื่อช่วยอำพรางผมบางได้ โดยการสระผมบ่อยไม่ได้ทำให้ผมร่วงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่อาจทำลายหนังศีรษะหรือเส้นผม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนในปริมาณประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และควรพิจารณาหยุดยาที่อาจมีผลกระทบเชิงลบต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม
Alopecia Areata
ควรให้ข้อมูลผู้ป่วยเกี่ยวกับ alopecia areata อย่างเหมาะสม โดยอธิบายว่าเป็นโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ซึ่งยังไม่ทราบปัจจัยกระตุ้นที่แน่ชัด แนวทางการรักษาในปัจจุบันเป็นเพียงการบรรเทาอาการ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินโรคในระยะยาวได้ ทั้งนี้ alopecia areata เป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และในหลายกรณีสามารถหายได้เอง นอกจากนี้ควรย้ำกับผู้ป่วยว่าโรคนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย
การใช้เครื่องสำอางเพื่ออำพรางผมบางหรือผมร่วง
อาจแนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วเพื่อช่วยปกปิดบริเวณคิ้วที่ร่วงเป็นหย่อม ในผู้ป่วย alopecia areata โดยแนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วชนิดกันน้ำ
การใช้วิกผมหรืออุปกรณ์ทดแทนเส้นผม
ในผู้ป่วยที่มีผมร่วงมากกว่า 50% ควรให้ความมั่นใจว่า ยังมีโอกาสที่ผมจะงอกกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีผมร่วงมาก อาจแนะนำให้ใช้ วิกผม หรืออุปกรณ์ทดแทนหนังศีรษะ (scalp prostheses) เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งพบว่าสามารถช่วยปรับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ อาจใช้วิธีอื่นเพื่ออำพรางบริเวณที่ผมร่วง เช่น วิกผม การต่อผม ชิ้นผม ผ้าคลุมศีรษะ หมวก หรือขนตาปลอม โดยเฉพาะวิกผมแนะนำอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีผมร่วงเป็นบริเวณกว้าง หรือในรายที่เป็น alopecia areata totalis หรือ universalis
Alopecia_Management 3การรักษาด้วยเลเซอร์
ตัวอย่างของการรักษาด้วยเลเซอร์ ได้แก่ infrared diode laser, 308-nm excimer laser และ low-level laser
การรักษาด้วยเลเซอร์สามารถช่วยให้เกิดการงอกของเส้นผมในระดับที่ยอมรับได้ทางความงาม โดยมีอัตราการตอบสนองประมาณ 60%
การรักษาด้วยการฉายแสงพลังงานต่ำ (Low-level Laser (Light) Therapy; LLLT)
Low-level laser therapy (LLLT) หรือที่เรียกว่า laser phototherapy หรือ photobiomodulation therapy เป็นการรักษาที่ใช้แสงความเข้มต่ำในช่วงแสงที่มองเห็นหรือใกล้อินฟราเรด เพื่อกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ โดยเพิ่มการหลั่ง growth factors และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในผิวหนังศีรษะ สามารถใช้เป็น การรักษาเสริม (adjunctive therapy) ในผู้ป่วย androgenetic alopecia ได้ทั้งเพศชายและหญิง โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาได้ดี และมักพบผลไม่พึงประสงค์เพียงเล็กน้อย เช่น หนังศีรษะแห้ง คัน เจ็บ หรือรู้สึกร้อนบริเวณที่รักษา อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนด รูปแบบการรักษาและระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ชัดเจน
Alopecia_Management 4การสักคิ้ว (Micropigmentation/Tattooing)
อาจพิจารณาการสักคิ้วแบบถาวรหรือกึ่งถาวรเพื่อช่วยปกปิดบริเวณที่มีขนคิ้วร่วง และอาจต้องมีการเติมสีซ้ำทุก 1–2 ปี
การดูแลด้านจิตใจ
ควรให้การสนับสนุนด้านจิตใจแก่ผู้ป่วยที่มีความเครียดหรือความทุกข์ทางใจในระดับเล็กน้อยจากภาวะผมร่วง สำหรับผู้ป่วยที่มีความทุกข์ทางใจระดับปานกลางถึงรุนแรง ควรส่งต่อเพื่อรับการประเมินและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อการรักษาอย่างเหมาะสม
การผ่าตัด
การปลูกผม
การปลูกถ่ายเส้นผม เป็นทางเลือกการรักษาด้วยการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วย androgenetic alopecia โดยเป็นการย้ายเส้นผมจากบริเวณด้านหลังหรือด้านข้างของหนังศีรษะ ไปปลูกในบริเวณด้านหน้าที่มีผมบางหรือศีรษะล้าน โดยทั่วไปจำเป็นต้องทำประมาณ 2–4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวนกอผม (graft) ที่ปลูกในแต่ละครั้ง ความสำเร็จของการรักษาขึ้นอยู่กับ คุณภาพและความอยู่รอดของกอรากผมที่นำมาปลูก และการฝังลงในบริเวณที่ต้องการรักษา การใช้ mini-grafts และ micro-grafts (ที่มีต่อมรากผม 2–4 เส้นต่อกอ) ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
การปลูกผมแบบ Follicular unit transplantation (FUT) ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐานในการปลูกผม อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยทั้งชายและหญิงที่เป็น androgenetic alopecia และมีผมจากบริเวณ donor hair เพียงพอ โดยอาจใช้ร่วมกับ finasteride เพื่อให้ผลการรักษาทางคลินิกดีขึ้น เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะเส้นผมบางหรือสีอ่อน ไม่ต้องการโกนศีรษะเพื่อเก็บกราฟต์ของต่อมรากผม (hair follicle) ยอมรับการมีแผลเป็นแนวเส้นตรงซึ่งสามารถปกปิดได้ด้วยเส้นผมบริเวณข้างเคียงที่ยาวกว่า รวมถึงผู้ที่ต้องการเก็บจำนวนกราฟต์จากบริเวณให้ผมให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทำให้บริเวณดังกล่าวดูบางลงอย่างชัดเจน
การปลูกผมแบบ Follicular unit extraction (FUE) เป็นเทคนิคที่เก็บกราฟต์ผมโดยการนำหน่วยรากผม (follicular units) ออกทีละกอจากบริเวณท้ายทอย ข้อบ่งชี้ของวิธีนี้ ได้แก่ การปลูกในจำนวนกราฟต์ไม่มาก ผู้ป่วยที่มีเส้นผมหนา ผู้ที่ต้องการไว้ผมสั้นบริเวณท้ายทอย หรือผู้ที่ไม่ต้องการมีแผลเป็นแนวเส้นตรง รวมถึงกรณีที่หนังศีรษะบริเวณท้ายทอยมีความยืดหยุ่นจำกัด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของรากผมมากกว่า และอาจส่งผลให้ความอยู่รอดของกราฟต์ลดลง
การปลูกผมสามารถช่วยให้ androgenetic alopecia ดีขึ้นอย่างถาวรได้ โดยทำให้ภาพรวมความหนาแน่นของเส้นผมดีขึ้นได้สูงสุดประมาณ 3 ระดับตาม Hamilton–Norwood scale ผลลัพธ์ระยะยาวที่ดีที่สุดมักพบในผู้ป่วยที่สามารถควบคุม androgenic alopecia หรือมีภาวะโรคเข้าสู่ระยะคงที่ได้เองตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้ป่วยชายที่มี MPHL ระดับ Hamilton–Norwood stage I–II การปลูกถ่ายเส้นผมมักให้ผลด้านความสวยงามค่อนข้างจำกัด ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดปลูกผมสำหรับผู้หญิงที่มีภาวะผมร่วงจากพันธุกรรม (FPHL): ผู้ป่วยในระยะ Ludwig I ยังไม่ใช่กลุ่มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผ่าตัด โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือผู้ป่วยในระยะ Ludwig II ที่มีแนวเส้นผมบริเวณท้ายทอยหนาแน่นเพียงพอสำหรับใช้เป็นผมต้นแบบ และต้องไม่มีภาวะผมร่วงทั่วศีรษะ (Diffuse telogen effluvium) ร่วมด้วย
Alopecia_Management 5การผ่าตัดลดขนาดหนังศีรษะ (Scalp Reduction; Alopecia Reduction Surgery)
การผ่าตัดลดขนาดหนังศีรษะ (Scalp reduction) เป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยชายที่มีปัญหาผมร่วงบริเวณท้ายทอย โดยแพทย์จะผ่าตัดนำหนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงออก แล้วทำการดึงรั้งหนังศีรษะส่วนที่มีเส้นผมมาปิดแทนที่ ซึ่งอาจทำร่วมกับการผ่าตัดปลูกผมหรือการผ่าตัดขยายหนังศีรษะ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ให้ผลลัพธ์ด้านความงามที่จำกัดสำหรับผู้ป่วยในระยะ Hamilton-Norwood Stage I ถึง III เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลเป็นได้
