การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ
การตรวจวิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อหรือเซลล์
แนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้อเต้านมเมื่อผลจากการทำแมมโมแกรมและ/หรืออัลตราซาวนด์มีความน่าสงสัยหรือมีโอกาสการเป็นเนื้อร้ายสูง ประเภทของการตรวจชิ้นเนื้อด้วยเข็มสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ fine needle aspiration (FNA) biopsy, core needle biopsy หรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกมาทั้งหมด (excisional biopsy) นอกจากนี้ แนะนำให้ใช้ผลการตรวจชิ้นเนื้อในการยืนยันการแพร่กระจายหรือการกลับเป็นซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการประเมินครั้งแรก
การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (FNA Cytology)
FNA cytology เป็นทางเลือกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาของก้อนเนื้อที่คลำได้ในเต้านม มักทำในกรณีที่พบความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้จากการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้องอกขนาดใหญ่ ผลจากการวินิจฉัยพบต่อมน้ำเหลืองที่มีลักษณะน่าสงสัย ≥3 ต่อม หรือเมื่อพิจารณาการรักษาแบบ systemic ก่อนการผ่าตัด แต่พบต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย ทั้งนี้ อาจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยระบุตำแหน่งความผิดปกติ (ultrasound-guided FNA) ในการเจาะดูดชิ้นเนื้อในบริเวณที่คลำไม่พบ
วิธีนี้เป็นวิธีการที่รุกล้ำน้อยและมีค่าใช้จ่ายต่ำ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยนักพยาธิวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการแปลผล รวมถึงการตรวจติดตามโดยการเจาะชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเมื่อพบ atypical cells หรือเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ อาจเปลี่ยนไปใช้ core needle biopsy ในการเจาะชิ้นเนื้อที่มีความน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งสูง
Breast Cancer_Diagnostics 1
การเจาะชิ้นเนื้อแบบแท่ง (core needle biopsy)
การเจาะชิ้นเนื้อแบบแท่ง (core needle biopsy หรือ percutaneous core breast biopsy) ร่วมกับการนำทางด้วยภาพเพื่อระบุตำแหน่ง ซึ่งมักจะมีการติดโลหะขนาดเล็ก (clip) หรือจะมีการทำเครื่องหมาย (marker) ไว้บริเวณรอยโรคเพื่อระบุตำแหน่งในภายหลัง ในบางกรณี อาจใช้ร่วมกับเครื่องดูดระบบสุญญากาศช่วยเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรอยโรคในเต้านมได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเจาะด้วยเข็มเพิ่มเติม
วิธีนี้นิยมใช้เมื่อพบรอยโรคเป็นก้อนที่น่าสงสัยหรือไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนจากการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ผลจากการวินิจฉัยพบต่อมน้ำเหลืองที่มีลักษณะน่าสงสัย ≥3 ต่อม หรือเมื่อพิจารณาการรักษาแบบ systemic ก่อนการผ่าตัด แต่พบต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย วิธีนี้มีความถูกต้อง (accuracy) มากกว่า FNA โดยเฉพาะเมื่อก้อนเนื้อไม่สามารถคลำพบได้ และเป็นวิธีที่เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อได้อย่างเพียงพอที่จะใช้ยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งโดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก
การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกทั้งหมด (surgical หรือ excisional biopsy)
การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกทั้งหมดยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม จากความไว (sensitivity) ในการวินิจฉัยที่สูงเกือบ 100% โดยแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในกรณีที่ผลจากการตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธี core biopsy แสดงลักษณะของรอยโรคที่ไม่สามารถประเมินได้ (indeterminate lesion) พบ atypical hyperplasia, lobular neoplasia, lobular carcinoma in situ หรือรอยโรคที่มีลักษณะเหมือนเนื้องอกทั่วไป แต่ที่ไม่เป็นไปตามผลจากการอ่านภาพถ่ายรังสี (benign and image-discordant lesion) แม้ว่าวิธีนี้จะสามารถเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อได้มากกว่าวิธีอื่น แต่เป็นวิธีที่รุกล้ำผู้ป่วยมากกว่า และในกรณีที่เป็นก่อนเนื้อที่ไม่สามารถคลำได้ จำเป็นต้องมีการทำ needle localization เพื่อระบุตำแหน่งรอยโรค
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองแบบเซนทิเนล (sentinel lymph node biopsy)
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองแบบเซนทิเนล (sentinel lymph node biopsy) เป็นวิธีการที่มักใช้ในการประเมินระยะของ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นที่ไม่พบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจากการตรวจประเมินทางคลินิก หรือในผู้ป่วยที่มีต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย ≤2 ต่อมจากการวินิจฉัยด้วยภาพ หรือผลจาก needle biopsy พบต่อมน้ำเหลืองเป็นบวก ≤2 ต่อม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวควรพิจารณาดำเนินการในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล และในผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการตรวจด้วยวิธีนี้
ดูเพิ่มเติมในส่วน การตรวจวิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อ ในหัวข้อ การจำแนกโรค
การตรวจอื่น ๆ
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) การตรวจค่าการทำงานของตับและไต ค่า alkaline phosphatase ค่าแคลเซียม การอัลตราซาวนด์ตับ การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และเอกซเรย์ทรวงอก โดยแนะนำให้ตรวจโดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดที่ลุกลามหรือมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม
การตรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์ (germline testing)
พิจารณาการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจวิธีการรักษาและพยากรณ์โรค (เช่น EndoPredict®, Mammostrat test, MammaPrint, Prosigna®, Oncotype Dx®)1 อาจพิจารณาการตรวจโพรไฟล์ทางพันธุกรรมแบบครอบคลุมทั้งในเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์ร่างกายในผู้ป่วยที่มีพบการกลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย เพื่อใช้ในการเลือกแนวทางการรักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ต่อไป
การตรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์ ได้แก่ การตรวจ hormone receptors (HR) (เช่น estrogen receptor [ER], progesterone receptor [PR]) และ HER2/neu ควรตรวจ HER2 ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ทุกราย ทั้งมะเร็งเต้านมระยะแรกหรือระยะแพร่กระจาย โดยใช้ immunohistochemistry (IHC) assay หรือ in situ hybridization (ISH) assay เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเลือกแนวทางการรักษาแบบ HER2-targeted therapy ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการรักษาด้วยยามุ่งเป้าชนิด HER2 รวมถึงป้องกันการเกิดผลข้างเคียงรวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของการรักษา การตรวจดังกล่าวช่วยแยกความแตกต่างระหว่างโรคที่กลับเป็นซ้ำ (recurrent disease) กับโรคที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก (new primary disease)
สำหรับโรคที่กลับเป็นซ้ำหรืออยู่ในระยะที่ 4 ควรตรวจการกลายพันธุ์ของยีน PIK3CA เพื่อพิจารณาการรักษาด้วยยา alpelisib นอกจากนี้ ควรตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกชนิด HER2-negative และกำลังพิจารณาให้เคมีบำบัด รวมถึงสถานะของตัวบ่งชี้ programmed cell death ligand 1 (PD-L1) บนเซลล์ภูมิคุ้มกันในก้อนมะเร็ง เพื่อทดสอบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด triple-negative จะตอบสนองต่อยากลุ่ม immune checkpoint inhibitors หรือไม่
นอกจากนี้ แนะนำให้ตรวจการกลายพันธุ์ของยีน ESR1 บริเวณ ligand-binding domain ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมที่กลับเป็นซ้ำหรือลุกลามชนิด ER-positive และ HER2-negative) แม้ว่าจะได้รับการรักษาแบบ endocrine therapy แบบเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยากลุ่ม CDK4/6 inhibitor แล้วก็ตาม
1 การทดสอบบางรายการอาจมีในบางประเทศเท่านั้น
Reverse Transcriptase-Polymerase Chain Reaction (RT-PCR)
พิจารณาใช้การทดสอบ 21-gene RT-PCR assay เพื่อประเมินความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเต้านม
แนะนำให้ดำเนินการทดสอบ RT-PCR ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งเต้านมชนิด HR-positive และ HER2-negative ในกรณีดังต่อไปนี้:
แนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้อเต้านมเมื่อผลจากการทำแมมโมแกรมและ/หรืออัลตราซาวนด์มีความน่าสงสัยหรือมีโอกาสการเป็นเนื้อร้ายสูง ประเภทของการตรวจชิ้นเนื้อด้วยเข็มสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ fine needle aspiration (FNA) biopsy, core needle biopsy หรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกมาทั้งหมด (excisional biopsy) นอกจากนี้ แนะนำให้ใช้ผลการตรวจชิ้นเนื้อในการยืนยันการแพร่กระจายหรือการกลับเป็นซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการประเมินครั้งแรก
การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (FNA Cytology)
FNA cytology เป็นทางเลือกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาของก้อนเนื้อที่คลำได้ในเต้านม มักทำในกรณีที่พบความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้จากการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้องอกขนาดใหญ่ ผลจากการวินิจฉัยพบต่อมน้ำเหลืองที่มีลักษณะน่าสงสัย ≥3 ต่อม หรือเมื่อพิจารณาการรักษาแบบ systemic ก่อนการผ่าตัด แต่พบต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย ทั้งนี้ อาจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยระบุตำแหน่งความผิดปกติ (ultrasound-guided FNA) ในการเจาะดูดชิ้นเนื้อในบริเวณที่คลำไม่พบ
วิธีนี้เป็นวิธีการที่รุกล้ำน้อยและมีค่าใช้จ่ายต่ำ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยนักพยาธิวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการแปลผล รวมถึงการตรวจติดตามโดยการเจาะชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเมื่อพบ atypical cells หรือเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ อาจเปลี่ยนไปใช้ core needle biopsy ในการเจาะชิ้นเนื้อที่มีความน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งสูง
Breast Cancer_Diagnostics 1การเจาะชิ้นเนื้อแบบแท่ง (core needle biopsy)
การเจาะชิ้นเนื้อแบบแท่ง (core needle biopsy หรือ percutaneous core breast biopsy) ร่วมกับการนำทางด้วยภาพเพื่อระบุตำแหน่ง ซึ่งมักจะมีการติดโลหะขนาดเล็ก (clip) หรือจะมีการทำเครื่องหมาย (marker) ไว้บริเวณรอยโรคเพื่อระบุตำแหน่งในภายหลัง ในบางกรณี อาจใช้ร่วมกับเครื่องดูดระบบสุญญากาศช่วยเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรอยโรคในเต้านมได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเจาะด้วยเข็มเพิ่มเติม
วิธีนี้นิยมใช้เมื่อพบรอยโรคเป็นก้อนที่น่าสงสัยหรือไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนจากการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ผลจากการวินิจฉัยพบต่อมน้ำเหลืองที่มีลักษณะน่าสงสัย ≥3 ต่อม หรือเมื่อพิจารณาการรักษาแบบ systemic ก่อนการผ่าตัด แต่พบต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย วิธีนี้มีความถูกต้อง (accuracy) มากกว่า FNA โดยเฉพาะเมื่อก้อนเนื้อไม่สามารถคลำพบได้ และเป็นวิธีที่เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อได้อย่างเพียงพอที่จะใช้ยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งโดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก
การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกทั้งหมด (surgical หรือ excisional biopsy)
การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกทั้งหมดยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม จากความไว (sensitivity) ในการวินิจฉัยที่สูงเกือบ 100% โดยแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในกรณีที่ผลจากการตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธี core biopsy แสดงลักษณะของรอยโรคที่ไม่สามารถประเมินได้ (indeterminate lesion) พบ atypical hyperplasia, lobular neoplasia, lobular carcinoma in situ หรือรอยโรคที่มีลักษณะเหมือนเนื้องอกทั่วไป แต่ที่ไม่เป็นไปตามผลจากการอ่านภาพถ่ายรังสี (benign and image-discordant lesion) แม้ว่าวิธีนี้จะสามารถเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อได้มากกว่าวิธีอื่น แต่เป็นวิธีที่รุกล้ำผู้ป่วยมากกว่า และในกรณีที่เป็นก่อนเนื้อที่ไม่สามารถคลำได้ จำเป็นต้องมีการทำ needle localization เพื่อระบุตำแหน่งรอยโรค
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองแบบเซนทิเนล (sentinel lymph node biopsy)
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองแบบเซนทิเนล (sentinel lymph node biopsy) เป็นวิธีการที่มักใช้ในการประเมินระยะของ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นที่ไม่พบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจากการตรวจประเมินทางคลินิก หรือในผู้ป่วยที่มีต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัย ≤2 ต่อมจากการวินิจฉัยด้วยภาพ หรือผลจาก needle biopsy พบต่อมน้ำเหลืองเป็นบวก ≤2 ต่อม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวควรพิจารณาดำเนินการในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล และในผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการตรวจด้วยวิธีนี้
ดูเพิ่มเติมในส่วน การตรวจวิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อ ในหัวข้อ การจำแนกโรค
การตรวจอื่น ๆ
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) การตรวจค่าการทำงานของตับและไต ค่า alkaline phosphatase ค่าแคลเซียม การอัลตราซาวนด์ตับ การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และเอกซเรย์ทรวงอก โดยแนะนำให้ตรวจโดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดที่ลุกลามหรือมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม
การตรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์ (germline testing)
พิจารณาการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจวิธีการรักษาและพยากรณ์โรค (เช่น EndoPredict®, Mammostrat test, MammaPrint, Prosigna®, Oncotype Dx®)1 อาจพิจารณาการตรวจโพรไฟล์ทางพันธุกรรมแบบครอบคลุมทั้งในเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์ร่างกายในผู้ป่วยที่มีพบการกลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย เพื่อใช้ในการเลือกแนวทางการรักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ต่อไป
การตรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์ ได้แก่ การตรวจ hormone receptors (HR) (เช่น estrogen receptor [ER], progesterone receptor [PR]) และ HER2/neu ควรตรวจ HER2 ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ทุกราย ทั้งมะเร็งเต้านมระยะแรกหรือระยะแพร่กระจาย โดยใช้ immunohistochemistry (IHC) assay หรือ in situ hybridization (ISH) assay เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเลือกแนวทางการรักษาแบบ HER2-targeted therapy ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการรักษาด้วยยามุ่งเป้าชนิด HER2 รวมถึงป้องกันการเกิดผลข้างเคียงรวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของการรักษา การตรวจดังกล่าวช่วยแยกความแตกต่างระหว่างโรคที่กลับเป็นซ้ำ (recurrent disease) กับโรคที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก (new primary disease)
สำหรับโรคที่กลับเป็นซ้ำหรืออยู่ในระยะที่ 4 ควรตรวจการกลายพันธุ์ของยีน PIK3CA เพื่อพิจารณาการรักษาด้วยยา alpelisib นอกจากนี้ ควรตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกชนิด HER2-negative และกำลังพิจารณาให้เคมีบำบัด รวมถึงสถานะของตัวบ่งชี้ programmed cell death ligand 1 (PD-L1) บนเซลล์ภูมิคุ้มกันในก้อนมะเร็ง เพื่อทดสอบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด triple-negative จะตอบสนองต่อยากลุ่ม immune checkpoint inhibitors หรือไม่
นอกจากนี้ แนะนำให้ตรวจการกลายพันธุ์ของยีน ESR1 บริเวณ ligand-binding domain ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมที่กลับเป็นซ้ำหรือลุกลามชนิด ER-positive และ HER2-negative) แม้ว่าจะได้รับการรักษาแบบ endocrine therapy แบบเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยากลุ่ม CDK4/6 inhibitor แล้วก็ตาม
1 การทดสอบบางรายการอาจมีในบางประเทศเท่านั้น
Reverse Transcriptase-Polymerase Chain Reaction (RT-PCR)
พิจารณาใช้การทดสอบ 21-gene RT-PCR assay เพื่อประเมินความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเต้านม
แนะนำให้ดำเนินการทดสอบ RT-PCR ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งเต้านมชนิด HR-positive และ HER2-negative ในกรณีดังต่อไปนี้:
- สตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนที่พบเนื้องอกขนาด >0.5 เซนติเมตร และอยู่ในระยะ pN0
- สตรีวัยหลังหมดประจำเดือนที่พบเนื้องอกขนาด >0.5 เซนติเมตร หรืออยู่ในระยะ pN1Mi หรือ pN1
- ผู้ป่วยที่กำลังพิจารณาการรักษาด้วยเคมีบำบัด
การวินิจฉัยด้วยถ่ายภาพ
แมมโมแกรม (mammography)
การตรวจแมมโมแกรม (ทั้งสองข้าง) มีประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคในเต้านมที่ยังไม่แสดงอาการทางคลินิก และเป็นวิธีการตรวจคัดกรองมาตรฐานที่แนะนำสำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยควรตรวจเป็นประจำทุกปี สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง และอายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีข้อแนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธการตรวจหากมีการร้องขอ ในกรณีของผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมร่วมกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะให้ความไวในการตรวจพบรอยโรคสูงกว่าการใช้แมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติจากการตรวจแมมโมแกรมในทั้งสองข้าง จำเป็นต้องมีการตรวจประเมินเพิ่มเติมต่อไป
Breast Cancer_Diagnostics 2
อัลตราซาวนด์ (ultrasound)
การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์เป็นวิธีการวินิจฉัยเบื้องต้นที่เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประโยชน์ทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ที่มีความผิดปกติเฉพาะจุดในเต้านม อัลตราซาวนด์มีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยเสริมจากการตรวจแมมโมแกรม เพื่อช่วยจำแนกลักษณะของเนื้องอก โดยสามารถแยกรอยโรคที่มีองค์ประกอบเป็นของเหลว (cystic lesion) หรือเป็นเนื้อแข็ง (solid mass) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเมินสถานะของต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงได้
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging; MRI)
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยพบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือพบความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โดยยังไม่สามารถระบุตำแหน่งของมะเร็งได้ MRI มีประโยชน์อย่างยิ่งในการระบุรอยโรคที่ยังไม่แสดงอาการทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ (cT0, cN+) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Paget disease หรือผู้ป่วยที่มีมะเร็งชนิด invasive lobular carcinoma ที่การตรวจด้วยวิธีการมาตรฐาน เช่น การตรวจร่างกาย แมมโมแกรม หรืออัลตราซาวนด์ให้ผลไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย
ควรพิจารณาการตรวจด้วย MRI ในกรณีที่การวินิจฉัยด้วยถ่ายภาพอื่น ๆ ไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนหรือมีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งชนิด invasive lobular cancer ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีรอยโรคหลายตำแหน่งในเต้านมเดียวกัน (multicentricity) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูง ผู้ป่วยที่มีวัสดุเทียมในเต้านม พบการกลับเป็นซ้ำของโรค การติดตามการตอบสนองต่อการรักษาแบบ neoadjuvant therapy หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้อเต้านมที่มีความหนาแน่นสูง
MRI อาจมีประโยชน์ในการประเมินระยะของโรค เพื่อดูขอบเขตของมะเร็ง หรือตรวจหาการมีรอยโรคหลายตำแหน่งในเต้านมเดียวกัน (multifocal หรือ multicentric cancer) รวมถึงอาจใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมในอีกข้าง (contralateral) ในช่วงที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในการประเมินมะเร็งเต้านมก่อนและหลังการให้ยา systemic therapy ก่อนการผ่าตัด (preoperative systemic therapy) เพื่อกำหนดขอบเขตของโรค ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา และพิจารณาความเป็นไปได้ในการรักษาแบบผ่าตัดสงวนเต้านม (breast-conservation therapy) รวมถึงอาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่งที่น่าสงสัยไหลออกจากหัวนม ที่ไม่สามารถวินิจฉัยจากการตรวจด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ MRI เป็นวิธีการตรวจหลักในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมที่ลุกลาม, lobular neoplasia, ductal carcinoma in situ และ atypical hyperplasia
การสแกนกระดูก (bone scan)
แนะนำการสแกนกระดูก (bone scan) เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดกระดูก ร่วมกับมีระดับ alkaline phosphatase (ALP) เพิ่มขึ้น และในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม การสแกนกระดูกอาจเป็นทางเลือกสำหรับการประเมินระยะของโรค (staging) ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ III ที่มีการลุกลาม ทั้งนี้ อาจไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ผลการตรวจจาก fluorodeoxyglucose (FDG) PET/CT แสดงหลักฐานการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan; CT scan)
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ช่องท้อง โดยอาจรวมถึงอุ้งเชิงกราน ร่วมกับการให้สารทึบรังสี (contrast media) อาจใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีค่า ALP สูงกว่าค่าปกติ มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ หรือผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายบริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกร่วมกับการให้สารทึบรังสีอาจใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีอาการผิดปกติทางปอด นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้หรือไม่ใช้สารทึบรังสีในผู้ป่วยที่มะเร็งเต้านมมีการกลับเป็นซ้ำหรือมีการแพร่กระจาย โดยทั่วไป จะแนะนำการตรวจนี้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลามในทางคลินิก เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ
การตรวจเพทซีที (positron emission tomography/computed tomography; PET/CT)
การตรวจ PET/CT ด้วยสาร sodium fluoride หรือ fluorodeoxyglucose (FDG) ควรพิจารณาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ IIIA (≥T2N1M0) ซึ่งมีการลุกลามและมีการแพร่กระจาย หรือในกรณีที่การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีมาตรฐานทั่วไปไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนได้ การตรวจด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในการระบุความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง (regional lymph node involvement) และ/หรือสามารถตรวจพบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เมื่อตรวจร่วมกับวิธีอื่น
การตรวจแมมโมแกรม (ทั้งสองข้าง) มีประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคในเต้านมที่ยังไม่แสดงอาการทางคลินิก และเป็นวิธีการตรวจคัดกรองมาตรฐานที่แนะนำสำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยควรตรวจเป็นประจำทุกปี สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง และอายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีข้อแนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธการตรวจหากมีการร้องขอ ในกรณีของผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมร่วมกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะให้ความไวในการตรวจพบรอยโรคสูงกว่าการใช้แมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติจากการตรวจแมมโมแกรมในทั้งสองข้าง จำเป็นต้องมีการตรวจประเมินเพิ่มเติมต่อไป
Breast Cancer_Diagnostics 2อัลตราซาวนด์ (ultrasound)
การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์เป็นวิธีการวินิจฉัยเบื้องต้นที่เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประโยชน์ทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ที่มีความผิดปกติเฉพาะจุดในเต้านม อัลตราซาวนด์มีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยเสริมจากการตรวจแมมโมแกรม เพื่อช่วยจำแนกลักษณะของเนื้องอก โดยสามารถแยกรอยโรคที่มีองค์ประกอบเป็นของเหลว (cystic lesion) หรือเป็นเนื้อแข็ง (solid mass) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเมินสถานะของต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงได้
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging; MRI)
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยพบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือพบความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โดยยังไม่สามารถระบุตำแหน่งของมะเร็งได้ MRI มีประโยชน์อย่างยิ่งในการระบุรอยโรคที่ยังไม่แสดงอาการทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ (cT0, cN+) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Paget disease หรือผู้ป่วยที่มีมะเร็งชนิด invasive lobular carcinoma ที่การตรวจด้วยวิธีการมาตรฐาน เช่น การตรวจร่างกาย แมมโมแกรม หรืออัลตราซาวนด์ให้ผลไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย
ควรพิจารณาการตรวจด้วย MRI ในกรณีที่การวินิจฉัยด้วยถ่ายภาพอื่น ๆ ไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนหรือมีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งชนิด invasive lobular cancer ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีรอยโรคหลายตำแหน่งในเต้านมเดียวกัน (multicentricity) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูง ผู้ป่วยที่มีวัสดุเทียมในเต้านม พบการกลับเป็นซ้ำของโรค การติดตามการตอบสนองต่อการรักษาแบบ neoadjuvant therapy หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้อเต้านมที่มีความหนาแน่นสูง
MRI อาจมีประโยชน์ในการประเมินระยะของโรค เพื่อดูขอบเขตของมะเร็ง หรือตรวจหาการมีรอยโรคหลายตำแหน่งในเต้านมเดียวกัน (multifocal หรือ multicentric cancer) รวมถึงอาจใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมในอีกข้าง (contralateral) ในช่วงที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในการประเมินมะเร็งเต้านมก่อนและหลังการให้ยา systemic therapy ก่อนการผ่าตัด (preoperative systemic therapy) เพื่อกำหนดขอบเขตของโรค ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา และพิจารณาความเป็นไปได้ในการรักษาแบบผ่าตัดสงวนเต้านม (breast-conservation therapy) รวมถึงอาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่งที่น่าสงสัยไหลออกจากหัวนม ที่ไม่สามารถวินิจฉัยจากการตรวจด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ MRI เป็นวิธีการตรวจหลักในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมที่ลุกลาม, lobular neoplasia, ductal carcinoma in situ และ atypical hyperplasia
การสแกนกระดูก (bone scan)
แนะนำการสแกนกระดูก (bone scan) เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดกระดูก ร่วมกับมีระดับ alkaline phosphatase (ALP) เพิ่มขึ้น และในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม การสแกนกระดูกอาจเป็นทางเลือกสำหรับการประเมินระยะของโรค (staging) ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ III ที่มีการลุกลาม ทั้งนี้ อาจไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ผลการตรวจจาก fluorodeoxyglucose (FDG) PET/CT แสดงหลักฐานการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan; CT scan)
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ช่องท้อง โดยอาจรวมถึงอุ้งเชิงกราน ร่วมกับการให้สารทึบรังสี (contrast media) อาจใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีค่า ALP สูงกว่าค่าปกติ มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ หรือผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายบริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกร่วมกับการให้สารทึบรังสีอาจใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีอาการผิดปกติทางปอด นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้หรือไม่ใช้สารทึบรังสีในผู้ป่วยที่มะเร็งเต้านมมีการกลับเป็นซ้ำหรือมีการแพร่กระจาย โดยทั่วไป จะแนะนำการตรวจนี้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลามในทางคลินิก เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ
การตรวจเพทซีที (positron emission tomography/computed tomography; PET/CT)
การตรวจ PET/CT ด้วยสาร sodium fluoride หรือ fluorodeoxyglucose (FDG) ควรพิจารณาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ IIIA (≥T2N1M0) ซึ่งมีการลุกลามและมีการแพร่กระจาย หรือในกรณีที่การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีมาตรฐานทั่วไปไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนได้ การตรวจด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในการระบุความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง (regional lymph node involvement) และ/หรือสามารถตรวจพบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เมื่อตรวจร่วมกับวิธีอื่น
