บทนำ
มะเร็งเต้านม เป็นการพบก้อนเนื้อ ตุ่ม หรือฝีที่บริเวณเต้านม ซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อร้าย
ระบาดวิทยา
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งชนิดที่มีอุบัติการณ์สูงที่สุดในโลก โดยในปี พ.ศ. 2565 มีรายงานผู้ป่วยใหม่เพิ่มมากขึ้นถึงประมาณ 2.3 ล้านรายทั่วโลก โดยพบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมสูงที่สุด (มากกว่า 80 ราย ต่อประชากรหญิง 100,000 ราย) ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทางตะวันตกของทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ และทางตอนเหนือของทวีปยุโรป ในขณะที่พบอุบัติการณ์การเกิดต่ำที่สุด (น้อยกว่า 40 ราย ต่อประชากรหญิง 100,000 ราย) ในทวีปอเมริกากลาง ทางตะวันออกและตอนกลางของทวีปแอฟริกา และทางใต้และตอนกลางของทวีปเอเชีย มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 670,000 รายในปี 2565 ภูมิภาคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ได้แก่ เมลานีเซีย แอฟริกาตะวันตก ไมโครนีเซีย พอลินีเซีย และแคริบเบียน
ข้อมูลการประมาณการทั่วโลกสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันด้านภาระของโรค โดยในประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (human development index; HDI) สูง พบว่า ผู้หญิง 1 ใน 12 รายจะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต และ 1 ใน 71 รายจะเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ประเทศที่มี HDI ต่ำ ผู้หญิง 1 ใน 27 รายจะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต และ 1 ใน 48 รายจะเสียชีวิตจากโรคนี้
อุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศที่มี HDI สูง สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการเจริญพันธุ์และฮอร์โมน เช่น การมีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้า การตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุมาก จำนวนบุตรน้อย ช่วงเวลาการให้นมบุตรน้อย การใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ภาวะน้ำหนักเกิน และการไม่ออกกำลังกาย ประกอบกับการตรวจคัดกรองที่ครอบคลุมมากขึ้น
มะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงทั่วโลก ในทุกช่วงอายุหลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งจะพบได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
ข้อมูลจากทวีปเอเชีย พบผู้ป่วยใหม่จำนวนมากถึง 985,817 รายในปี พ.ศ. 2565 และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวน 315,309 ราย โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ที่มีอุบัติการณ์สูงสุดในทวีปเอเชีย โดยคาดว่าจะมีผู้หญิง 1 ใน 13 รายจะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต มะเร็งเต้านมถือว่าเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยในประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักในผู้หญิง โดยในปีเดียวกัน พบผู้ป่วยใหม่ 33,079 ราย และมีผู้เสียชีวิต 20,953 ราย
ข้อมูลการประมาณการทั่วโลกสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันด้านภาระของโรค โดยในประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (human development index; HDI) สูง พบว่า ผู้หญิง 1 ใน 12 รายจะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต และ 1 ใน 71 รายจะเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ประเทศที่มี HDI ต่ำ ผู้หญิง 1 ใน 27 รายจะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต และ 1 ใน 48 รายจะเสียชีวิตจากโรคนี้
อุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศที่มี HDI สูง สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการเจริญพันธุ์และฮอร์โมน เช่น การมีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้า การตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุมาก จำนวนบุตรน้อย ช่วงเวลาการให้นมบุตรน้อย การใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ภาวะน้ำหนักเกิน และการไม่ออกกำลังกาย ประกอบกับการตรวจคัดกรองที่ครอบคลุมมากขึ้น
มะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงทั่วโลก ในทุกช่วงอายุหลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งจะพบได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
ข้อมูลจากทวีปเอเชีย พบผู้ป่วยใหม่จำนวนมากถึง 985,817 รายในปี พ.ศ. 2565 และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวน 315,309 ราย โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ที่มีอุบัติการณ์สูงสุดในทวีปเอเชีย โดยคาดว่าจะมีผู้หญิง 1 ใน 13 รายจะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต มะเร็งเต้านมถือว่าเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยในประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักในผู้หญิง โดยในปีเดียวกัน พบผู้ป่วยใหม่ 33,079 ราย และมีผู้เสียชีวิต 20,953 ราย
พยาธิสรีรวิทยา
มะเร็งเต้านมเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เยื่อบุในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมแบบผิดปกติและควบคุมไม่ได้ ในระยะแรกของโรค เซลล์ที่ผิดปกติอาจยังเกิดเฉพาะที่อยู่ภายในท่อหรือต่อมน้ำนม (in situ) โดยยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์เหล่านี้อาจพัฒนาไปสู่ระยะลุกลามที่มีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อเต้านม ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้
ปัจจัยเสี่ยง
การมีประวัติของโรคมะเร็งเต้านมมาก่อนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมชนิดใหม่ได้ ผู้ที่เคยมีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมชนิดลุกลาม เป็นเนื้องอกชนิด lobular neoplasia หรือที่เรียกว่า lobular carcinoma in situ (LCIS) และผู้ที่เคยมีประวัติการเป็น ductal carcinoma in situ (DCIS) จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมชนิดใหม่ โดยจะมีความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตอยู่ที่ ≥20% ในผู้ที่เคยมีประวติการเป็น LCIS หรือเป็น atypical ductal hyperplasia (ADH) หรือ atypical lobular hyperplasia (ALH)
การมีประวัติของโรคมะเร็งรังไข่ชนิด epithelial ovarian cancer หรือมะเร็งตับอ่อนชนิด exocrine ในทุกช่วงอายุ หรือโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดแพร่กระจาย หรือมีลักษณะเป็น intraductal หรือ cribriform ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก หรือผู้ที่มีพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับเชื้อสาย Ashkenazi Jewish ผู้ที่มีญาติสายตรงที่มีประวัติของโรคมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี หรือมีญาติสายตรงที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดแพร่กระจาย หรือมีลักษณะเป็น intraductal หรือ cribriform ในทุกช่วงอายุ หรือมีญาติสายตรงมากกว่า 2 รายที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมากในทุกช่วงอายุ
การได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นเนื้องอกในเต้านมชนิดไม่ร้ายแรง (benign proliferative breast disease) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในกรณีที่ตรวจชิ้นเนื้อแล้วพบการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะพบ atypical cells หรือไม่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่พบ atypical hyperplasia ร่วมด้วย จะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด
การมีประวัติการได้รับการฉายรังสีบริเวณหน้าอกในปริมาณสูงในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น (อายุ 10–30 ปี) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงการเกิดมะเร็งเต้านมที่เกิดในเต้านมด้านตรงข้าม (contralateral breast cancer) และผู้ป่วยโรคฮอดจ์คิน (Hodgkin’s disease) ที่เคยได้รับการฉายรังสีในปริมาณสูงก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
ในด้านปัจจัยทางการเจริญพันธุ์ การไม่มีบุตร หรือการตั้งครรภ์บุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตาม การให้นมบุตรเป็นระยะเวลามากกว่า 12 เดือนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี และการหมดประจำเดือนที่อายุมากกว่า 55 ปีก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน การใช้ยาคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ครั้งแรก การใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบผสม หรือการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนแบบเดี่ยวเป็นเวลานานมากกว่า 15 ปีในผู้หญิงที่ได้รับการตัดมดลูกแล้ว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย ทั้งนี้ การใช้ฮอร์โมนในขนาดต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
อายุที่มากขึ้นก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน โดยผู้หญิงที่มีอายุ ≥35 ปี จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามในช่วง 5 ปีอยู่ที่ ≥1.7% จากการประเมินด้วย Modified Gail model ซึ่งคำนวณโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามในระยะเวลา 5 ปีหรือตลอดช่วงชีวิตโดยอ้างอิงจากปัจจัยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ อายุ อายุเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก อายุเมื่อมีบุตรครั้งแรกหรือการไม่มีบุตร จำนวนญาติสายตรงที่มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม จำนวนครั้งของการตัดชิ้นเนื้อเต้านมที่ผ่านมา การพบ atypical hyperplasia จากตรวจชิ้นเนื้อ และเชื้อชาติ โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงจะเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปีในผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน และที่อายุ 50 ปีในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
ควรทราบประวัติครอบครัวเกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมในขณะที่อายุน้อยจะถือว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การมีพี่สาวหรือน้องสาวที่มีประวัติการเป็นโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการที่มีมารดามีประวัติการเป็นโรคนี้ ผู้ที่เป็นพาหะของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น ถือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงทั้งต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่น ๆ เช่น มะเร็งรังไข่ เป็นต้น ยีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่ PTEN, TP53, CDH1, STK11, MLH1, MSH2, MSH6 และ PMS2 และยีนที่กำลังศึกษาความเชื่อมโยงเพิ่มเติม ได้แก่ PALB2, CHEK2, ATM, RAD51C, RAD51D และ BRIP1
ภาวะอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ ผู้ที่มีลักษณะตรงตามเกณฑ์ของกลุ่มอาการ Li-Fraumeni syndrome (LFS) หรือ Cowden syndrome หรือ PTEN hamartoma tumor syndrome ผู้ที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง และปัจจัยด้านพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การมีดัชนีมวลกาย >25 kg/m2 ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น การไม่ออกกำลังกาย การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ >10 กรัม/วัน โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลาม
ปัจจัยเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรค
ความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของโรคจะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้องอกที่คลำได้ ก้อนมีขนาดใหญ่ เนื้องอกมีระดับความรุนแรง (tumor grade) สูง พบเซลล์มะเร็งใกล้ขอบหรือพบที่ขอบของเนื้องอกที่ตัดออกมา (close or involved margin) ผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า 50 ปี พบการลุกลามไปยังบริเวณทางเดินของหลอดเลือดหรือน้ำเหลือง (lymphovascular space invasion) มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง สถานะของ HER2 (human epidermal growth factor receptor 2) บนเซลล์มะเร็ง และค่า Ki67 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การแบ่งตัวของเซลล์
การมีประวัติของโรคมะเร็งรังไข่ชนิด epithelial ovarian cancer หรือมะเร็งตับอ่อนชนิด exocrine ในทุกช่วงอายุ หรือโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดแพร่กระจาย หรือมีลักษณะเป็น intraductal หรือ cribriform ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก หรือผู้ที่มีพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับเชื้อสาย Ashkenazi Jewish ผู้ที่มีญาติสายตรงที่มีประวัติของโรคมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี หรือมีญาติสายตรงที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดแพร่กระจาย หรือมีลักษณะเป็น intraductal หรือ cribriform ในทุกช่วงอายุ หรือมีญาติสายตรงมากกว่า 2 รายที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมากในทุกช่วงอายุ
การได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นเนื้องอกในเต้านมชนิดไม่ร้ายแรง (benign proliferative breast disease) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในกรณีที่ตรวจชิ้นเนื้อแล้วพบการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะพบ atypical cells หรือไม่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่พบ atypical hyperplasia ร่วมด้วย จะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด
การมีประวัติการได้รับการฉายรังสีบริเวณหน้าอกในปริมาณสูงในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น (อายุ 10–30 ปี) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงการเกิดมะเร็งเต้านมที่เกิดในเต้านมด้านตรงข้าม (contralateral breast cancer) และผู้ป่วยโรคฮอดจ์คิน (Hodgkin’s disease) ที่เคยได้รับการฉายรังสีในปริมาณสูงก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
ในด้านปัจจัยทางการเจริญพันธุ์ การไม่มีบุตร หรือการตั้งครรภ์บุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตาม การให้นมบุตรเป็นระยะเวลามากกว่า 12 เดือนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี และการหมดประจำเดือนที่อายุมากกว่า 55 ปีก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน การใช้ยาคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ครั้งแรก การใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบผสม หรือการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนแบบเดี่ยวเป็นเวลานานมากกว่า 15 ปีในผู้หญิงที่ได้รับการตัดมดลูกแล้ว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย ทั้งนี้ การใช้ฮอร์โมนในขนาดต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
อายุที่มากขึ้นก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน โดยผู้หญิงที่มีอายุ ≥35 ปี จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามในช่วง 5 ปีอยู่ที่ ≥1.7% จากการประเมินด้วย Modified Gail model ซึ่งคำนวณโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามในระยะเวลา 5 ปีหรือตลอดช่วงชีวิตโดยอ้างอิงจากปัจจัยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ อายุ อายุเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก อายุเมื่อมีบุตรครั้งแรกหรือการไม่มีบุตร จำนวนญาติสายตรงที่มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม จำนวนครั้งของการตัดชิ้นเนื้อเต้านมที่ผ่านมา การพบ atypical hyperplasia จากตรวจชิ้นเนื้อ และเชื้อชาติ โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงจะเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปีในผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน และที่อายุ 50 ปีในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
ควรทราบประวัติครอบครัวเกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมในขณะที่อายุน้อยจะถือว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การมีพี่สาวหรือน้องสาวที่มีประวัติการเป็นโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการที่มีมารดามีประวัติการเป็นโรคนี้ ผู้ที่เป็นพาหะของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น ถือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงทั้งต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่น ๆ เช่น มะเร็งรังไข่ เป็นต้น ยีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่ PTEN, TP53, CDH1, STK11, MLH1, MSH2, MSH6 และ PMS2 และยีนที่กำลังศึกษาความเชื่อมโยงเพิ่มเติม ได้แก่ PALB2, CHEK2, ATM, RAD51C, RAD51D และ BRIP1
ภาวะอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ ผู้ที่มีลักษณะตรงตามเกณฑ์ของกลุ่มอาการ Li-Fraumeni syndrome (LFS) หรือ Cowden syndrome หรือ PTEN hamartoma tumor syndrome ผู้ที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง และปัจจัยด้านพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การมีดัชนีมวลกาย >25 kg/m2 ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น การไม่ออกกำลังกาย การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ >10 กรัม/วัน โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลาม
ปัจจัยเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรค
ความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของโรคจะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้องอกที่คลำได้ ก้อนมีขนาดใหญ่ เนื้องอกมีระดับความรุนแรง (tumor grade) สูง พบเซลล์มะเร็งใกล้ขอบหรือพบที่ขอบของเนื้องอกที่ตัดออกมา (close or involved margin) ผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า 50 ปี พบการลุกลามไปยังบริเวณทางเดินของหลอดเลือดหรือน้ำเหลือง (lymphovascular space invasion) มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง สถานะของ HER2 (human epidermal growth factor receptor 2) บนเซลล์มะเร็ง และค่า Ki67 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การแบ่งตัวของเซลล์
การจำแนกโรค
การวินิจฉัยทางวิทยาเนื้อเยื่อ
มะเร็งเฉพาะที่ (carcinoma in situ)
จะวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเฉพาะที่เมื่อเซลล์มะเร็งยังคงจำกัดอยู่เฉพาะภายในต่อมน้ำนมหรือท่อน้ำนม โดยไม่มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ ภายในเต้านมหรือไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งรวมถึง lobular neoplasia หรือ lobular carcinoma in situ และ ductal carcinoma in situ
มะเร็งเต้านมชนิดลุกลาม (invasive Breast Cancer)
มะเร็งเต้านมชนิดลุกลามเป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเซลล์มะเร็งจะลุกลามเข้าสู่ส่วน interlobular stroma ที่อยู่ระหว่างต่อมน้ำนม โดยมะเร็งชนิดนี้จะรวมถึง invasive ductal carcinoma, invasive lobular neoplasia, mixed tumors, medullary cancer, metaplastic tumors, inflammatory breast cancer, colloid carcinoma, tubular carcinoma และ papillary carcinoma โดย colloid และ tubular carcinoma เป็นมะเร็งชนิดที่มีการพยากรณ์โรคที่ดีและมักเป็น HER2 negative
มะเร็งเฉพาะที่ (carcinoma in situ)
จะวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเฉพาะที่เมื่อเซลล์มะเร็งยังคงจำกัดอยู่เฉพาะภายในต่อมน้ำนมหรือท่อน้ำนม โดยไม่มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ ภายในเต้านมหรือไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งรวมถึง lobular neoplasia หรือ lobular carcinoma in situ และ ductal carcinoma in situ
มะเร็งเต้านมชนิดลุกลาม (invasive Breast Cancer)
มะเร็งเต้านมชนิดลุกลามเป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเซลล์มะเร็งจะลุกลามเข้าสู่ส่วน interlobular stroma ที่อยู่ระหว่างต่อมน้ำนม โดยมะเร็งชนิดนี้จะรวมถึง invasive ductal carcinoma, invasive lobular neoplasia, mixed tumors, medullary cancer, metaplastic tumors, inflammatory breast cancer, colloid carcinoma, tubular carcinoma และ papillary carcinoma โดย colloid และ tubular carcinoma เป็นมะเร็งชนิดที่มีการพยากรณ์โรคที่ดีและมักเป็น HER2 negative
