การติดตามอาการ
ผู้ใหญ่ที่มีภาวะ DKA
ควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือด ค่า BUN, creatinine และค่า electrolytes ทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ DKA และให้การรักษาสาเหตุดังกล่าวอย่างเหมาะสม
เกณฑ์การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะ DKA แล้ว ได้แก่ การมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 11.1 mmol/L หรือต่ำกว่า 200 mg/dL ร่วมกับอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
เมื่อผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ ให้เริ่มการให้อินซูลินแบบแบ่งให้เป็นหลายครั้งต่อวัน (multidose insulin regimen) และปรับตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ควรให้อินซูลินทางหลอดเลือดดำต่อไปอีกประมาณ 1–2 ชั่วโมงหลังเริ่มการให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ผู้ใหญ่ที่มีภาวะ HHS
ควรตรวจติดตามค่า BUN, creatinine, ค่า electrolytes และระดับน้ำตาลในเลือดทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ HHS และให้การรักษาสาเหตุดังกล่าวอย่างเหมาะสม
ในผู้ป่วยไม่มีภาวะ HHS แล้ว แต่ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ควรให้อินซูลินทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง และอาจเสริมด้วยการให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังตามความจำเป็น
เมื่อผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ ให้เริ่มการให้อินซูลินแบบแบ่งให้เป็นหลายครั้งต่อวัน (เช่น การให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง) หรือให้การรักษาตามแผนการรักษาเดิม ร่วมกับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
เด็กที่มีภาวะ DKA และ HHS
ควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดและ electrolytes ทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุและให้การรักษาอย่างเหมาะสม
ในผู้ป่วยไม่มีภาวะ DKA แล้ว ให้เริ่มการให้อินซูลินชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 0.5–1 U/kg/day โดยแบ่งให้ในขนาด 2/3 ของขนาดที่คำนวณได้ในตอนเช้า (ประกอบด้วย short-acting insulin 1/3 ส่วนและ intermediate-acting insulin 2/3 ส่วน) และให้อีก 1/3 ส่วนที่เหลือในตอนเย็น (ประกอบด้วย short-acting insulin และ intermediate-acting insulin อย่างละครึ่ง) หรือพิจารณาให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังปกติในขนาด 0.1–0.25 U/kg ทุก ๆ 6–8 ชั่วโมงในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการรักษา เพื่อประเมินขนาดอินซูลินที่ผู้ป่วยต้องการต่อวัน
ควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือด ค่า BUN, creatinine และค่า electrolytes ทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ DKA และให้การรักษาสาเหตุดังกล่าวอย่างเหมาะสม
เกณฑ์การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะ DKA แล้ว ได้แก่ การมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 11.1 mmol/L หรือต่ำกว่า 200 mg/dL ร่วมกับอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
- Venous pH >7.3
- Bicarbonate ≥15 mEq/L
- Anion gap จากการคำนวณ ≤12 mEq/L
เมื่อผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ ให้เริ่มการให้อินซูลินแบบแบ่งให้เป็นหลายครั้งต่อวัน (multidose insulin regimen) และปรับตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ควรให้อินซูลินทางหลอดเลือดดำต่อไปอีกประมาณ 1–2 ชั่วโมงหลังเริ่มการให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ผู้ใหญ่ที่มีภาวะ HHS
ควรตรวจติดตามค่า BUN, creatinine, ค่า electrolytes และระดับน้ำตาลในเลือดทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ HHS และให้การรักษาสาเหตุดังกล่าวอย่างเหมาะสม
ในผู้ป่วยไม่มีภาวะ HHS แล้ว แต่ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ควรให้อินซูลินทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง และอาจเสริมด้วยการให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังตามความจำเป็น
เมื่อผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ ให้เริ่มการให้อินซูลินแบบแบ่งให้เป็นหลายครั้งต่อวัน (เช่น การให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง) หรือให้การรักษาตามแผนการรักษาเดิม ร่วมกับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
เด็กที่มีภาวะ DKA และ HHS
ควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดและ electrolytes ทุก ๆ 2–4 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการคงที่ ร่วมกับการหาสาเหตุและให้การรักษาอย่างเหมาะสม
ในผู้ป่วยไม่มีภาวะ DKA แล้ว ให้เริ่มการให้อินซูลินชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 0.5–1 U/kg/day โดยแบ่งให้ในขนาด 2/3 ของขนาดที่คำนวณได้ในตอนเช้า (ประกอบด้วย short-acting insulin 1/3 ส่วนและ intermediate-acting insulin 2/3 ส่วน) และให้อีก 1/3 ส่วนที่เหลือในตอนเย็น (ประกอบด้วย short-acting insulin และ intermediate-acting insulin อย่างละครึ่ง) หรือพิจารณาให้อินซูลินแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังปกติในขนาด 0.1–0.25 U/kg ทุก ๆ 6–8 ชั่วโมงในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการรักษา เพื่อประเมินขนาดอินซูลินที่ผู้ป่วยต้องการต่อวัน
