การติดตามผล
ผู้ป่วยนอก
หากทรัพยากรเอื้ออำนวย สถานพยาบาลในพื้นที่ควรติดตามผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยการเยี่ยมบ้านและติดต่อทางโทรศัพท์ ควรติดตามผู้ป่วยภายใน 24–48 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยไข้หวัดนกส่วนใหญ่มักเกิดปอดบวมในวันที่ 4–5 หลังเริ่มมีอาการ หากอาการของผู้ป่วยแย่ลง ควรเข้ารับการรักษาพยาบาล
ผู้ป่วยผู้ใหญ่ควรจำกัดการสัมผัสกับผู้อื่นและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อเป็นเวลา 7 วันหลังจากไข้และอาการต่าง ๆ หายแล้ว ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีควรจำกัดการสัมผัสกับผู้อื่นและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อเป็นเวลา 21 วันหลังจากไข้และอาการต่าง ๆ หายแล้ว
ผู้ป่วยใน
ควรดำเนินมาตรการแยกผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วันหลังเริ่มมีอาการ จนกว่าจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอื่น หรือผลการตรวจวินิจฉัยบ่งชี้ว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาจมีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจและเลือดตรวจซ้ำเป็นระยะ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย สำหรับผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลก่อนครบ 14 วัน แนะนำให้แยกผู้ป่วยต่อที่บ้าน
ผู้สัมผัสใกล้ชิด
ควรติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลา 10 วันหลังจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือมีแนวโน้มว่าเป็นโรคเป็นครั้งสุดท้าย โดยประเมินอาการทุกวัน ซึ่งควรรวมถึงการวัดอุณหภูมิร่างกายและประเมินอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
หากทรัพยากรเอื้ออำนวย สถานพยาบาลในพื้นที่ควรติดตามผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยการเยี่ยมบ้านและติดต่อทางโทรศัพท์ ควรติดตามผู้ป่วยภายใน 24–48 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยไข้หวัดนกส่วนใหญ่มักเกิดปอดบวมในวันที่ 4–5 หลังเริ่มมีอาการ หากอาการของผู้ป่วยแย่ลง ควรเข้ารับการรักษาพยาบาล
ผู้ป่วยผู้ใหญ่ควรจำกัดการสัมผัสกับผู้อื่นและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อเป็นเวลา 7 วันหลังจากไข้และอาการต่าง ๆ หายแล้ว ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีควรจำกัดการสัมผัสกับผู้อื่นและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อเป็นเวลา 21 วันหลังจากไข้และอาการต่าง ๆ หายแล้ว
ผู้ป่วยใน
ควรดำเนินมาตรการแยกผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วันหลังเริ่มมีอาการ จนกว่าจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอื่น หรือผลการตรวจวินิจฉัยบ่งชี้ว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาจมีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจและเลือดตรวจซ้ำเป็นระยะ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย สำหรับผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลก่อนครบ 14 วัน แนะนำให้แยกผู้ป่วยต่อที่บ้าน
ผู้สัมผัสใกล้ชิด
ควรติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลา 10 วันหลังจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือมีแนวโน้มว่าเป็นโรคเป็นครั้งสุดท้าย โดยประเมินอาการทุกวัน ซึ่งควรรวมถึงการวัดอุณหภูมิร่างกายและประเมินอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
ภาวะแทรกซ้อน
ปอดบวมเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยหลังการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจเกิดปอดบวมจากไวรัสและปอดบวมจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media), ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบ (parotitis), หลอดลมและหลอดลมฝอยอักเสบ (tracheobronchitis), ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน, ภาวะกล้ามเนื้อลายสลายร่วมกับไตวาย, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis), กลุ่มอาการเม็ดเลือดถูกทำลายจากการทำงานของ macrophage ที่มากผิดปกติ (hemophagocytic syndrome), ภาวะอวัยวะหลายระบบล้มเหลว, สมองอักเสบ (encephalitis) และอาการของโรคประจำตัวเดิมที่รุนแรงขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media), ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบ (parotitis), หลอดลมและหลอดลมฝอยอักเสบ (tracheobronchitis), ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน, ภาวะกล้ามเนื้อลายสลายร่วมกับไตวาย, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis), กลุ่มอาการเม็ดเลือดถูกทำลายจากการทำงานของ macrophage ที่มากผิดปกติ (hemophagocytic syndrome), ภาวะอวัยวะหลายระบบล้มเหลว, สมองอักเสบ (encephalitis) และอาการของโรคประจำตัวเดิมที่รุนแรงขึ้น
