Obesity โรคอ้วน Disease Background

Last updated: 20 January 2026

บทนำ

โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่มีลักษณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยมีลักษณะเด่นคือการสะสมของไขมันในร่างกายที่ผิดปกติและ/หรือมากเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ระบาดวิทยา

โรคอ้วนเป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อย โดยมีผู้ใหญ่กว่า 650 ล้านรายทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบ และในเด็กมีอัตราการเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในสหรัฐอเมริกา อัตราการเกิดโรคอ้วนจัดอยู่ในระดับสูง โดย 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่มีภาวะอ้วน ตามรายงานของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) พบว่ามีอย่างน้อย 19 รัฐที่มีประชากรมากกว่า 35% ที่เป็นโรคอ้วน ส่วนในแคนาดา พบว่า 1 ใน 4 ของประชากรเป็นโรคอ้วน และในปี ค.ศ. 2004 อัตราการเกิดโรคยังคงเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจ The Global Nutrition Report (GNR) และ World Obesity Federation (WOF) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลอัตราการเกิดโรคอ้วนในหลายประเทศ โดยใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ที่กำหนดค่าดัชนีมวลกาย (body mass index; BMI) ≥ 30 kg/m² เพื่อจัดกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วน

โรคอ้วนในทวีปเอเชียนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในอินเดีย อัตราการเกิดโรคอ้วนอยู่ที่ 5.5% ตามรายงานของ WOF ในช่วงปี ค.ศ. 2019–2020 ส่วน GNR รายงานว่าในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 3.5% ในผู้ชายและ 6.2% ในผู้หญิง โดยมีการศึกษาที่ใช้เกณฑ์เฉพาะของเอเชียรายงานว่า อัตราโรคอ้วนในผู้ชายอาจสูงถึง 9–34% และในผู้หญิง 13–36% 
GNR รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2019 ผู้ชาย 6.3% และผู้หญิง 10.9% ในอินโดนีเซียเป็นโรคอ้วน โดย WOF รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2013 ความชุกของโรคอยู่ที่ 5.6% และจากงานวิจัยสุขภาพพื้นฐานแห่งชาติ (the National Basic Health Research) ในปี ค.ศ. 2007 พบว่าประชากรอินโดนีเซีย 10.3% นั้นเป็นโรคอ้วนและพบในผู้หญิงมากกว่า 

ในมาเลเซีย GNR รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 15.9% ในผู้ชายและ 20.9% ในผู้หญิง โดย WOF รายงานว่า ความชุกของโรคอยู่ที่ 19.7% ในปีเดียวกัน และจากการสำรวจสุขภาพและภาวะเจ็บป่วยแห่งชาติ (the National Health Morbidity Survey) พบว่าอัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 33.7% เมื่อใช้เกณฑ์เฉพาะของเอเชีย (Asia-specific cut-offs) 
ในเมียนมา รายงานอัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 4.8–5.3% ในผู้ชาย และ 9.0–10.4% ในผู้หญิง
ในฟิลิปปินส์ GNR รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 6.4% ในผู้ชาย และ 8.8% ในผู้หญิง โดย WOF รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2015 อัตรารวมอยู่ที่ 6.9% และจากการสำรวจในประเทศโดยสถาบันวิจัยอาหารและโภชนาการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่ามีชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 27 ล้านคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน 
รายงานระบาดวิทยาในสิงคโปร์ระบุว่า อัตราโรคอ้วนอยู่ระหว่าง 6.7–9.4% ในผู้ชาย และ 6.9–7.9% ในผู้หญิงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยใช้เกณฑ์ของ WHO ส่วน WOF รายงานว่าในช่วงปี ค.ศ. 2019–2020 พบความชุกของโรคอ้วนอยู่ที่ 10.5% 
ในประเทศไทย GNR รายงานว่าในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 9.3% ในผู้ชายและ 15.7% ในผู้หญิง ซึ่งรายงานระบาดวิทยาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบุว่าอัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 9.0–11.6% 
ในเวียดนาม โรคอ้วนยังพบได้ไม่มากเท่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย GNR รายงานว่าในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 2.2% ในผู้ชาย และ 3.3% ในผู้หญิง ส่วน WOF รายงานว่าในปี ค.ศ. 2015 มีความชุกของโรคอยู่ที่เพียง 1.7%

อัตราโรคอ้วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอยู่ที่เพียง 2–4% เมื่อใช้เกณฑ์ของ WHO และในประเทศจีน GNR รายงานว่า ในปีค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 7.7% ในผู้ชาย และ 8.0% ในผู้หญิง การศึกษาที่ใช้ข้อมูลจาก China PEACE Million Persons Project ซึ่งใช้เกณฑ์โรคอ้วนที่ BMI ≥28 kg/m² ระหว่างปี ค.ศ. 2014–2018 มีรายงานว่า อัตราโรคอ้วนมาตรฐานตามอายุอยู่ที่ประมาณ 14% สำหรับฮ่องกงพบรายงานการสำรวจสุขภาพประชากรระหว่างปี ค.ศ. 2020–2022 ที่ระบุว่าอัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 32.6% เมื่อใช้เกณฑ์เฉพาะของเอเชีย และในเกาหลีใต้ GNR รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2019 อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 5.2% ในผู้ชาย และ 5.4% ในผู้หญิง สมาคมโรคอ้วนแห่งเกาหลีรายงานว่า อัตราโรคอ้วนอยู่ที่ 29.7% ในปีค.ศ. 2010 และเพิ่มขึ้นเป็น 35.7% ในปีค.ศ. 2018 เมื่อใช้เกณฑ์เฉพาะของเอเชีย 

พยาธิสรีรวิทยา

การบริโภคอาหาร (พลังงานที่ได้รับ) การออกกำลังกาย (พลังงานที่ใช้) สิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิต และความเสี่ยงตามลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคอ้วน และเชื่อกันว่าการบริโภคอาหารมากเกินไปควบคู่กับการออกกำลังกายน้อยทำให้เกิดพลังงานเหลือใช้ (positive energy balance) ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเก็บสะสมเป็นไขมัน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะบางส่วน 

สาเหตุการเกิดโรค

สาเหตุของโรคอ้วนมีหลายปัจจัยและมีความซับซ้อนในการทำงานร่วมกัน สาเหตุหลัก คือ ความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่บริโภคเข้าไปกับพลังงานที่ใช้ไป ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังหรือเป็นเวลานาน การประเมินและการจัดการโรคอ้วนควรมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของปัญหาที่ลึกไปกว่าคำแนะนำทั่วไปว่า “กินให้น้อยลง ออกกำลังกายให้มากขึ้น” 

ปัจจัยเสี่ยง

ในการประเมินปัจจัยเสี่ยง ควรระบุสถานะความเสี่ยงโดยพิจารณาจากการมีภาวะดังต่อไปนี้: 
  • โรคหรือภาวะต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง, ความดันโลหิตสูง, เบาหวานชนิดที่ 2, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea), และไขมันในเลือดผิดปกติ
  • โรคอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ (polycystic ovary syndrome; PCOS), ภาวะมีบุตรยาก, ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำในผู้ชาย, ข้อเข่าเสื่อม, โรคหอบหืด, ภาวะหัวใจล้มเหลว, นิ่วในถุงน้ำดี, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่, โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึม (metabolic-associated fatty liver disease; MAFLD), โรคกรดไหลย้อน, โปรตีนรั่วในปัสสาวะ (proteinuria) และการติดเชื้อโควิด 19 ที่รุนแรง
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น การสูบบุหรี่, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ได้แก่ impaired fasting glucose และ impaired glucose tolerance, ประวัติครอบครัวของโรคหัวใจขาดเลือดก่อนวัยอันควร (เช่น หัวใจวายหรือเสียชีวิตเฉียบพลันในบิดาหรือญาติสายตรงเพศชายอายุ ≤55 ปี หรือมารดาหรือญาติสายตรงเพศหญิงอายุ ≤65 ปี), และอายุ ≥45 ปีในผู้ชาย หรือ ≥55 ปี หรือวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง
  • อื่น ๆ เช่น การไม่ออกกำลังกาย, ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (>2.3 mmol/L หรือ >203.5 mg/dL), และระดับคอเลสเตอรอล HDL ต่ำ