การประเมินอาการ
ระบบการจัดระดับความรุนแรงของสิว (Acne Grading Systems)
ปัจจุบันยังไม่มีระบบมาตรฐานสากลที่ได้รับการแนะนำให้ใช้สำหรับการจัดระดับหรือการจำแนกความรุนแรงของสิว อย่างไรก็ตาม องค์กรและสมาคมต่าง ๆ มีการใช้วิธีการประเมินหลายรูปแบบ โดยการจัดระดับความรุนแรง (grading) และการนับจำนวนรอยโรค (lesion counting) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ในการกำหนดคะแนนความรุนแรงของสิวเพื่อประโยชน์ในการรักษา ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ จำนวนรอยโรค ชนิดของสิว ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งทางกายวิภาคที่เกิดรอยโรค และแนวโน้มการเกิดแผลเป็น
วิธีการประเมินที่มีการใช้งาน ได้แก่ Echelle de Cotation des Lesions d’Acne (ECLA) หรือ Acne Lesion Score Scale, Leeds technique, Global Acne Grading System, Investigator Global Assessment (IGA), Postacne Hyperpigmentation Index (PAHPI), Comprehensive Acne Severity System (CASS) และ Acne Quality of Life Scale (AQCL) เป็นต้น
Comprehensive Acne Severity System (CASS)
CASS เป็นระบบที่สามารถใช้ประเมินความรุนแรงของสิวในเวชปฏิบัติ โดยทำการตรวจประเมินจากระยะห่าง 2.5 เมตร สำหรับสิวที่บริเวณใบหน้า หน้าอก และหลัง
การจัดระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ตรวจพบ ดังนี้:
ปัจจุบันยังไม่มีระบบมาตรฐานสากลที่ได้รับการแนะนำให้ใช้สำหรับการจัดระดับหรือการจำแนกความรุนแรงของสิว อย่างไรก็ตาม องค์กรและสมาคมต่าง ๆ มีการใช้วิธีการประเมินหลายรูปแบบ โดยการจัดระดับความรุนแรง (grading) และการนับจำนวนรอยโรค (lesion counting) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ในการกำหนดคะแนนความรุนแรงของสิวเพื่อประโยชน์ในการรักษา ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ จำนวนรอยโรค ชนิดของสิว ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งทางกายวิภาคที่เกิดรอยโรค และแนวโน้มการเกิดแผลเป็น
วิธีการประเมินที่มีการใช้งาน ได้แก่ Echelle de Cotation des Lesions d’Acne (ECLA) หรือ Acne Lesion Score Scale, Leeds technique, Global Acne Grading System, Investigator Global Assessment (IGA), Postacne Hyperpigmentation Index (PAHPI), Comprehensive Acne Severity System (CASS) และ Acne Quality of Life Scale (AQCL) เป็นต้น
Comprehensive Acne Severity System (CASS)
CASS เป็นระบบที่สามารถใช้ประเมินความรุนแรงของสิวในเวชปฏิบัติ โดยทำการตรวจประเมินจากระยะห่าง 2.5 เมตร สำหรับสิวที่บริเวณใบหน้า หน้าอก และหลัง
การจัดระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ตรวจพบ ดังนี้:
- Grade 0 (clear): ไม่พบรอยโรค หรือรอยโรคมีน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น โดยอาจพบสิวอุดตัน (comedones) และ Papule (สิวอักเสบ) กระจายอยู่เพียงเล็กน้อย
- Grade 1 (almost clear): รอยโรคแทบมองไม่เห็นเมื่อสังเกตจากระยะ 2.5 เมตร โดยพบสิวอุดตัน (comedones) กระจายเพียงเล็กน้อย Papule (สิวอักเสบ) ขนาดเล็กจำนวนไม่มาก และ Pustule (สิวหัวหนอง) เพียงเล็กน้อยมาก
- Grade 2 (mild): รอยโรคสังเกตเห็นได้ชัด แต่ครอบคลุมพื้นที่ที่มีรอยโรคน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง โดยพบสิวอุดตัน (comedones), Papule (สิวอักเสบ) และ Pustule (สิวหัวหนอง) จำนวนมาก
- Grade 3 (moderate): รอยโรคครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยพบสิวอุดตัน (comedones), Papule (สิวอักเสบ) และ Pustule (สิวหัวหนอง) จำนวนมาก
- Grade 4 (severe): รอยโรคเห็นได้ชัดทั่วบริเวณที่เป็นสิว โดยพบสิวอุดตัน (comedones), Papule (สิวอักเสบ) และ Pustule (สิวหัวหนอง) จำนวนมาก ร่วมกับสิวหัวไต (nodules) และซีสต์ (cysts) จำนวนเล็กน้อย
- Grade 5 (very severe): สิวอักเสบชนิดรุนแรงที่ปกคลุมทั่วบริเวณที่เป็นสิว โดยพบสิวหัวไต (nodules) และซีสต์ (cysts)
การจัดระดับความรุนแรงนี้มักถูกประเมินสูงกว่าความเป็นจริงโดยผู้ป่วย และถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงโดยแพทย์
| รอยโรค | เล็กน้อย (Mild)* | ปานกลาง (Moderate)** | รุนแรง (Severe)*** |
| สิวอุดตัน (comedones) | <20 | 20–100 | >100 |
| สิวอักเสบ/สิวหัวหนอง (Papules/Pustules) | <15 | 15–50 | >50 |
| สิวหัวไต/ซีสต์ (Nodules/Cysts) | 0 | <5 | >5 |
| จำนวนรอยโรครวมทั้งหมด (Total Lesion Count) | <30 | 30–125 | >125 |
*ครอบคลุมสิวอุดตัน (comedonal acne) และสิวชนิดตุ่มนูนและตุ่มหนอง (papulopustular acne) ระดับเล็กน้อย **แบ่งย่อยออกเป็นสิวชนิดตุ่มนูนและตุ่มหนอง (papulopustular acne) ระดับปานกลาง และสิวหัวไต (nodular acne) ระดับปานกลาง
***แบ่งย่อยออกเป็นสิวชนิดตุ่มนูนและตุ่มหนอง (papulopustular acne) ระดับรุนแรง สิวหัวไต (nodular acne) ระดับรุนแรง และสิวหัวช้าง (conglobate acne)
ข้อพิจารณาอื่น ๆ
ระบบการประเมินความรุนแรงที่อาศัยจำนวนรอยโรคดังกล่าวข้างต้นมักมีประโยชน์ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกมากกว่าการนำมาใช้ในเวชปฏิบัติจริง ทั้งนี้ การพิจารณาจากรอยโรคที่มีความรุนแรงมากที่สุดอาจมีความเหมาะสมกว่า เนื่องจากการรักษารอยโรคที่มีความรุนแรงสูงสุดอย่างเหมาะสมมักครอบคลุมการรักษารอยโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่าด้วย
หลักการรักษา
การรักษาสิวพิจารณาจากชนิดของรอยโรคและความรุนแรงของสิว ร่วมกับประวัติผู้ป่วย เช่น ประวัติการรักษาสิวที่ผ่านมา และโอกาสในการตั้งครรภ์ รวมถึงการระบุและแก้ไขปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้ การรักษาด้วยยาทาเป็นแนวทางหลักสำหรับสิวระดับเล็กน้อย ส่วนสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วยการรักษาด้วยยาทาร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย
เป้าหมายของการรักษา
เป้าหมายของการรักษา
- ทำให้รอยโรคสิวหายหรือดีขึ้น
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ
- คงภาวะโรคสงบและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
- ระยะเริ่มต้น (initial หรือ induction phase): มุ่งให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบ โดยใช้ยาทาหรือยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย
- ระยะคงสภาพ (maintenance phase): ใช้ยาทาเพื่อควบคุมโรค ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และลดการเกิดผลแทรกซ้อนระยะยาว
การักษาด้วยยา
ยาทาเฉพาะที่
ยาทาใช้ทั้งในระยะเริ่มต้นของการรักษาเพื่อให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบ และระยะคงสภาพของการรักษา โดยยาจะออกฤทธิ์โดยตรงที่ผิวหนัง ทำให้หน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (pilosebaceous units) ได้รับยาในระดับที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการดูดซึมยาเข้าสู่ระบบร่างกาย ยาทาเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อย และยังมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยสิวระดับปานกลาง
ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างผิวของชาวเอเชียและชาวคอเคเชียน (Caucasian) เมื่อเลือกใช้ยาทา เนื่องจากผิวของชาวเอเชียมีแนวโน้มเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) ได้มากกว่า
ยากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids)
ตัวอย่างยา: Adapalene, Tazarotene, Tretinoin และ Trifarotene
ยากลุ่มเรตินอยด์มีฤทธิ์สลายสิวอุดตัน (comedolytic) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในบางกรณี โดยช่วยลดการเกิดรอยโรคเริ่มต้นของสิว ยับยั้งการเกิดรอยโรคใหม่ ส่งเสริมการผลัดเซลล์เยื่อบุรูขุมขน และลดทั้งรอยโรคสิวชนิดไม่มีการอักเสบและสิวอักเสบ ยากลุ่มนี้เป็นยาทางเลือกอันดับแรก (first-line therapy) สำหรับการรักษาสิวอุดตัน (ไม่มีการอักเสบ) และสิวอักเสบ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นยาเดี่ยว (monotherapy) ในผู้ป่วยสิวอุดตันระดับเล็กน้อยที่ไม่มีการอักเสบ และใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะในการรักษาสิวอักเสบและสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง
ยากลุ่มเรตินอยด์ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับกรดเรติโนอิก (retinoic acid receptors; RAR) เช่น RAR-α, RAR-β และ RAR-γ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการถอดรหัสยีน (transcription) ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเซลล์ การเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่เจริญเต็มที่ (cell differentiation) และกระบวนการอักเสบ
Adapalene อาจใช้เป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยช่วยลดทั้งรอยโรคสิวอักเสบและสิวชนิดไม่มีการอักเสบ ยานี้มีฤทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างเคราติน (keratinization) การเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่เจริญเต็มที่ (cellular differentiation) และกระบวนการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นยาทาในกลุ่มเรตินอยด์ที่ผู้ป่วยทนต่อยาได้ดีที่สุด (best tolerated) และมีประสิทธิภาพในการรักษารอยโรคสิวอักเสบและสิวชนิดไม่มีการอักเสบเหนือกว่า Tretinoin พร้อมทั้งก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า
ผลการศึกษาพบว่า Adapalene ซึ่งมีความจำเพาะต่อ RAR-β และ RAR-γ สามารถลดการแสดงออกของยีนสำคัญในหนังกำพร้า (epidermis) ซึ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการผลัดเปลี่ยนเซลล์เคราติโนไซต์ (keratinocyte turnover) และการเปลี่ยนแปลงของการเจริญแยกตัวของเซลล์ นอกจากนี้ ยาในกลุ่มเรตินอยด์รุ่นใหม่ที่มีความจำเพาะต่อ RAR มากขึ้นอาจมีคุณสมบัติทางคลินิกที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงต่อการออกฤทธิ์นอกเป้าหมาย (off-target effects) ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับยาที่ไม่มีความจำเพาะต่อ RAR หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อ RAR-α และ RAR-β เช่น Tretinoin และ Isotretinoin
Tazarotene ช่วยลดจำนวนรอยโรคสิวชนิดไม่มีการอักเสบในผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยออกฤทธิ์ปรับการสะสมและการยึดเกาะของคอร์นีโอไซต์ (corneocytes) รวมทั้งช่วยลดกระบวนการอักเสบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Tretinoin หรือ Adapalene พบว่า Tazarotene มีอุบัติการณ์ของผื่นแดง (erythema) อาการแสบร้อน อาการคัน และการลอกของผิวหนังสูงกว่า
Tretinoin มีประสิทธิภาพเมื่อใช้เป็นยาเดี่ยว ในการรักษาสิวชนิดไม่มีการอักเสบและสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยช่วยปรับกระบวนการสร้างเคราตินภายในรูขุมขนให้เป็นปกติ และป้องกันการเกิดสิวอุดตัน ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำว่า ในช่วง 2–3 สัปดาห์แรกของการรักษาอาจเกิดภาวะสิวหัวหนองเห่อชั่วคราว (pustular flare) ได้ โดยไม่ควรหยุดยา เนื่องจากเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ารอยโรคสิวที่มีอยู่กำลังตอบสนองต่อการรักษาและมีแนวโน้มหายเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ยังมี Tretinoin gel microsphere ซึ่งเป็นสูตรตำรับที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการทนต่อยา โดย microsphere จะค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา ช่วยจำกัดการซึมผ่านของยาไปยังชั้นผิวที่ลึกลง ลดการระคายเคือง และอาจช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น อีกทางเลือกหนึ่งคือ Tretinoin polyprepolymer-2 (PP-2) ซึ่งเป็นการนำส่งยาที่ช่วยกักเก็บตัวยาไว้บนผิวหนังและภายในชั้นผิวด้านบน จึงช่วยลดการระคายเคือง และอาจทำให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
Trifarotene เป็นยาทาในกลุ่มเรตินอยด์ที่มีความจำเพาะต่อ RAR-γ (gamma-selective retinoid) เหมาะสำหรับการรักษาสิวบริเวณใบหน้าและลำตัว มีฤทธิ์สลายสิวอุดตัน ต้านการอักเสบ และช่วยลดรอยดำ (anti-pigmenting) ผลไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ ได้แก่ ผื่นแดง การลอกของผิวหนัง ผิวแห้ง และอาการแสบผิว ซึ่งโดยทั่วไปมักมีความรุนแรงเล็กน้อยและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
Acne Vulgaris_Management 1
Azelaic acid
Azelaic acid เป็นยาทาที่มีฤทธิ์สลายสิวอุดตันในระดับอ่อน มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบ ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นได้ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ร่วมกับ Lymecycline หรือ Doxycycline ชนิดรับประทานในการรักษาสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง
การศึกษาพบว่า Azelaic acid มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวอุดตัน (ไม่มีการอักเสบ) และสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลางใกล้เคียงกับ Benzoyl peroxide, Tretinoin และ Erythromycin ชนิดทา อีกทั้งยังเป็นทางเลือกอันดับรองสำหรับการรักษาระยะคงสภาพ (maintenance therapy) และสามารถใช้ทดแทนยากลุ่มเรตินอยด์ได้
Azelaic acid ยังเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นสิว และผู้ป่วยที่มีสิวร่วมกับรอยดำหลังการอักเสบ นอกจากนี้ ยายังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและสามารถลดการเพิ่มจำนวนของจุลชีพภายในรูขุมขนได้มากกว่า 97% พร้อมทั้งช่วยปรับกระบวนการสร้างเคราตินให้เป็นปกติและลดการอักเสบ
เมื่อเปรียบเทียบกับ Benzoyl peroxide และ Tretinoin พบว่า Azelaic acid โดยทั่วไปก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่น้อยกว่า
Benzoyl peroxide
Benzoyl peroxide สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว ในการรักษาสิวอุดตัน (comedonal; ไม่มีการอักเสบ) หรือสิวระดับเล็กน้อย และมักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทาในการรักษาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ยานี้ถือเป็นหนึ่งในยาหลักสำหรับการรักษาสิว
Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยสร้างอนุมูลออกซิเจนที่มีความไวต่อปฏิกิริยา (reactive oxygen species; ROS) ภายในหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous follicle) ส่งผลให้ปริมาณ C. acnes ลดลงภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้รอยโรคสิวทั้งชนิดอักเสบและชนิดไม่มีการอักเสบดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
นอกจากนี้ Benzoyl peroxide ยังมีฤทธิ์สลายสิวอุดตันในระดับอ่อน รวมทั้งมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบอีกด้วย
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ตัวอย่างยา: Clindamycin, Dapsone, Erythromycin และ Minocycline
ยาปฏิชีวนะชนิดทามีประโยชน์ในการรักษาสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยใช้ร่วมกับยาทาชนิดอื่น ยากลุ่มนี้ช่วยลดจำนวน C. acnes ภายในหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous follicles) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance) จึงควรคำนึงถึงข้อแนะนำต่อไปนี้
ยาทาใช้ทั้งในระยะเริ่มต้นของการรักษาเพื่อให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบ และระยะคงสภาพของการรักษา โดยยาจะออกฤทธิ์โดยตรงที่ผิวหนัง ทำให้หน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (pilosebaceous units) ได้รับยาในระดับที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการดูดซึมยาเข้าสู่ระบบร่างกาย ยาทาเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อย และยังมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยสิวระดับปานกลาง
ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างผิวของชาวเอเชียและชาวคอเคเชียน (Caucasian) เมื่อเลือกใช้ยาทา เนื่องจากผิวของชาวเอเชียมีแนวโน้มเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) ได้มากกว่า
ยากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids)
ตัวอย่างยา: Adapalene, Tazarotene, Tretinoin และ Trifarotene
ยากลุ่มเรตินอยด์มีฤทธิ์สลายสิวอุดตัน (comedolytic) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในบางกรณี โดยช่วยลดการเกิดรอยโรคเริ่มต้นของสิว ยับยั้งการเกิดรอยโรคใหม่ ส่งเสริมการผลัดเซลล์เยื่อบุรูขุมขน และลดทั้งรอยโรคสิวชนิดไม่มีการอักเสบและสิวอักเสบ ยากลุ่มนี้เป็นยาทางเลือกอันดับแรก (first-line therapy) สำหรับการรักษาสิวอุดตัน (ไม่มีการอักเสบ) และสิวอักเสบ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นยาเดี่ยว (monotherapy) ในผู้ป่วยสิวอุดตันระดับเล็กน้อยที่ไม่มีการอักเสบ และใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะในการรักษาสิวอักเสบและสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง
ยากลุ่มเรตินอยด์ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับกรดเรติโนอิก (retinoic acid receptors; RAR) เช่น RAR-α, RAR-β และ RAR-γ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการถอดรหัสยีน (transcription) ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเซลล์ การเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่เจริญเต็มที่ (cell differentiation) และกระบวนการอักเสบ
Adapalene อาจใช้เป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยช่วยลดทั้งรอยโรคสิวอักเสบและสิวชนิดไม่มีการอักเสบ ยานี้มีฤทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างเคราติน (keratinization) การเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่เจริญเต็มที่ (cellular differentiation) และกระบวนการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นยาทาในกลุ่มเรตินอยด์ที่ผู้ป่วยทนต่อยาได้ดีที่สุด (best tolerated) และมีประสิทธิภาพในการรักษารอยโรคสิวอักเสบและสิวชนิดไม่มีการอักเสบเหนือกว่า Tretinoin พร้อมทั้งก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า
ผลการศึกษาพบว่า Adapalene ซึ่งมีความจำเพาะต่อ RAR-β และ RAR-γ สามารถลดการแสดงออกของยีนสำคัญในหนังกำพร้า (epidermis) ซึ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการผลัดเปลี่ยนเซลล์เคราติโนไซต์ (keratinocyte turnover) และการเปลี่ยนแปลงของการเจริญแยกตัวของเซลล์ นอกจากนี้ ยาในกลุ่มเรตินอยด์รุ่นใหม่ที่มีความจำเพาะต่อ RAR มากขึ้นอาจมีคุณสมบัติทางคลินิกที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงต่อการออกฤทธิ์นอกเป้าหมาย (off-target effects) ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับยาที่ไม่มีความจำเพาะต่อ RAR หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อ RAR-α และ RAR-β เช่น Tretinoin และ Isotretinoin
Tazarotene ช่วยลดจำนวนรอยโรคสิวชนิดไม่มีการอักเสบในผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยออกฤทธิ์ปรับการสะสมและการยึดเกาะของคอร์นีโอไซต์ (corneocytes) รวมทั้งช่วยลดกระบวนการอักเสบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Tretinoin หรือ Adapalene พบว่า Tazarotene มีอุบัติการณ์ของผื่นแดง (erythema) อาการแสบร้อน อาการคัน และการลอกของผิวหนังสูงกว่า
Tretinoin มีประสิทธิภาพเมื่อใช้เป็นยาเดี่ยว ในการรักษาสิวชนิดไม่มีการอักเสบและสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยช่วยปรับกระบวนการสร้างเคราตินภายในรูขุมขนให้เป็นปกติ และป้องกันการเกิดสิวอุดตัน ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำว่า ในช่วง 2–3 สัปดาห์แรกของการรักษาอาจเกิดภาวะสิวหัวหนองเห่อชั่วคราว (pustular flare) ได้ โดยไม่ควรหยุดยา เนื่องจากเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ารอยโรคสิวที่มีอยู่กำลังตอบสนองต่อการรักษาและมีแนวโน้มหายเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ยังมี Tretinoin gel microsphere ซึ่งเป็นสูตรตำรับที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการทนต่อยา โดย microsphere จะค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา ช่วยจำกัดการซึมผ่านของยาไปยังชั้นผิวที่ลึกลง ลดการระคายเคือง และอาจช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น อีกทางเลือกหนึ่งคือ Tretinoin polyprepolymer-2 (PP-2) ซึ่งเป็นการนำส่งยาที่ช่วยกักเก็บตัวยาไว้บนผิวหนังและภายในชั้นผิวด้านบน จึงช่วยลดการระคายเคือง และอาจทำให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
Trifarotene เป็นยาทาในกลุ่มเรตินอยด์ที่มีความจำเพาะต่อ RAR-γ (gamma-selective retinoid) เหมาะสำหรับการรักษาสิวบริเวณใบหน้าและลำตัว มีฤทธิ์สลายสิวอุดตัน ต้านการอักเสบ และช่วยลดรอยดำ (anti-pigmenting) ผลไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ ได้แก่ ผื่นแดง การลอกของผิวหนัง ผิวแห้ง และอาการแสบผิว ซึ่งโดยทั่วไปมักมีความรุนแรงเล็กน้อยและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
Acne Vulgaris_Management 1Azelaic acid
Azelaic acid เป็นยาทาที่มีฤทธิ์สลายสิวอุดตันในระดับอ่อน มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบ ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นได้ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ร่วมกับ Lymecycline หรือ Doxycycline ชนิดรับประทานในการรักษาสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง
การศึกษาพบว่า Azelaic acid มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวอุดตัน (ไม่มีการอักเสบ) และสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลางใกล้เคียงกับ Benzoyl peroxide, Tretinoin และ Erythromycin ชนิดทา อีกทั้งยังเป็นทางเลือกอันดับรองสำหรับการรักษาระยะคงสภาพ (maintenance therapy) และสามารถใช้ทดแทนยากลุ่มเรตินอยด์ได้
Azelaic acid ยังเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นสิว และผู้ป่วยที่มีสิวร่วมกับรอยดำหลังการอักเสบ นอกจากนี้ ยายังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและสามารถลดการเพิ่มจำนวนของจุลชีพภายในรูขุมขนได้มากกว่า 97% พร้อมทั้งช่วยปรับกระบวนการสร้างเคราตินให้เป็นปกติและลดการอักเสบ
เมื่อเปรียบเทียบกับ Benzoyl peroxide และ Tretinoin พบว่า Azelaic acid โดยทั่วไปก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่น้อยกว่า
Benzoyl peroxide
Benzoyl peroxide สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว ในการรักษาสิวอุดตัน (comedonal; ไม่มีการอักเสบ) หรือสิวระดับเล็กน้อย และมักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทาในการรักษาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ยานี้ถือเป็นหนึ่งในยาหลักสำหรับการรักษาสิว
Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยสร้างอนุมูลออกซิเจนที่มีความไวต่อปฏิกิริยา (reactive oxygen species; ROS) ภายในหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous follicle) ส่งผลให้ปริมาณ C. acnes ลดลงภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้รอยโรคสิวทั้งชนิดอักเสบและชนิดไม่มีการอักเสบดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
นอกจากนี้ Benzoyl peroxide ยังมีฤทธิ์สลายสิวอุดตันในระดับอ่อน รวมทั้งมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบอีกด้วย
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ตัวอย่างยา: Clindamycin, Dapsone, Erythromycin และ Minocycline
ยาปฏิชีวนะชนิดทามีประโยชน์ในการรักษาสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยใช้ร่วมกับยาทาชนิดอื่น ยากลุ่มนี้ช่วยลดจำนวน C. acnes ภายในหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous follicles) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance) จึงควรคำนึงถึงข้อแนะนำต่อไปนี้
- ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาระยะคงสภาพ
- ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาร่วมกับ Benzoyl peroxide หรือยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา
- หากเป็นไปได้ ระยะเวลาการรักษาไม่ควรเกิน 12 สัปดาห์
ส่วน Dapsone 5% gel มีทั้งฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและฤทธิ์ต้านการอักเสบ สามารถใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยแนะนำให้ใช้ร่วมกับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา Sodium sulfacetamide ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาเดี่ยวและสูตรผสมกับ Sulfur มีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว (keratolytic) และสามารถใช้รักษาผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลางได้ นอกจากนี้ Minocycline ชนิดทาได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาสิวระดับปานกลางถึงรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้
Salicylic acid
Salicylic acid สามารถใช้รักษาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือใช้เป็นการรักษาเสริม (adjunctive therapy) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนต่อการรักษามาตรฐานได้ โดยมักเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกอันดับที่ 3 สำหรับการรักษาระยะคงสภาพ
Salicylic acid มีฤทธิ์สลายสิวอุดตันและต้านการอักเสบในระดับอ่อน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มี Salicylic acid เป็นส่วนประกอบหลายรูปแบบ โปรดศึกษารูปแบบยาและข้อมูลการสั่งใช้เพิ่มเติมจาก MIMS ฉบับล่าสุด
Clascoterone
Clascoterone เป็นยายับยั้งตัวรับแอนโดรเจน (androgen receptor inhibitor) ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาสิว ในผู้ป่วยอายุ ≥12 ปี สามารถใช้เป็นทางเลือกในการรักษาด้วยยาทาสำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นได้ไม่เพียงพอ
ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้ยาทา
สภาพผิวของผู้ป่วย
- สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกใช้ยาในรูปแบบเจลหรือสารละลาย
- ในประเทศที่มีอากาศร้อนและชื้น โลชั่นรักษาสิวที่มี salicylic acid และ resorcinol เป็นส่วนประกอบ อาจช่วยลดความมันของผิวได้
- สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง โดยทั่วไปควรเลือกใช้ยาในรูปแบบครีมหรือขี้ผึ้ง
หากจำเป็นต้องใช้ยาทามากกว่า 1 ชนิด ควรแนะนำให้ผู้ป่วยทายา 1 ชนิดในตอนเช้า และอีก 1 ชนิดในตอนกลางคืน
การใช้ยาทาร่วมกันในการรักษาสิวมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเพียงอย่างเดียว โดยควรเลือกใช้ยาจากกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกัน เช่น
- Benzoyl peroxide ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทา
- Benzoyl peroxide ร่วมกับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา
- Tretinoin ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทา
- Azelaic acid ร่วมกับ Lymecycline หรือ Doxycycline ชนิดรับประทาน
- ยาปฏิชีวนะชนิดทา ร่วมกับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา และ Benzoyl peroxide
ปัจจุบันมียาทาสูตรผสมชนิดขนาดคงที่ (fixed-dose combination) ซึ่งประกอบด้วยยาจากกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ยาและอาจส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างต่อเนื่อง สูตรผสมที่แนะนำ ได้แก่
- Benzoyl peroxide ร่วมกับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา
- Benzoyl peroxide ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทา
- ยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทา
สำหรับผู้ป่วยสิวระดับรุนแรงที่ไม่สามารถทนต่อ Isotretinoin หรือไม่ประสงค์รับประทานยา สูตรการรักษาที่ประกอบด้วย Adapalene, Benzoyl peroxide และ Doxycycline เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถใช้แทน Isotretinoin ได้
ยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Oral Agents)
ยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาทา ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลเป็นจากสิว หรือผู้ป่วยที่เป็นสิวหัวไต (nodular acne)
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยทั่วไปใช้รักษาสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาทาหลายชนิดร่วมกัน หรือใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลเป็นจากสิว การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะควรพิจารณาจากอาการไม่พึงประสงค์ของยาและรูปแบบการดื้อยาของเชื้อในแต่ละพื้นที่ ระยะเวลาการรักษาไม่ควรเกิน 3–4 เดือน และควรประเมินการตอบสนองต่อการรักษาภายใน 6–8 สัปดาห์ ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการเจริญของ C. acnes ส่งผลให้การสร้างสารที่กระตุ้นการอักเสบลดลง
Doxycycline
Doxycycline ถือเป็นยาทางเลือกอันดับแรกสำหรับการรักษาสิวอักเสบและสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง อย่างไรก็ตาม มีรายงานการดื้อยาของ C. acnes ต่อ Doxycycline เช่นกัน
Lymecycline
Lymecycline เป็นยาทางเลือกอันดับแรกที่ใช้ร่วมกับการรักษาอื่นสำหรับผู้ป่วยสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับยาในกลุ่มเดียวกัน Lymecycline มีอุบัติการณ์ของอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารและทางผิวหนังน้อยกว่า
Tetracycline
Tetracycline เป็นยาทางเลือกอันดับแรกสำหรับการรักษาสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรง และสามารถใช้เป็นทางเลือกแทน Doxycycline ได้ ยาสามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ดี อย่างไรก็ตาม การเกิดเชื้อ C. acnes ดื้อยาเป็นปัญหาที่อาจพบได้ และควรสงสัยภาวะดังกล่าวหากสิวมีอาการแย่ลงหลังได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน
Minocycline
Minocycline สามารถใช้เป็นยาปฏิชีวนะทางเลือกอันดับที่สอง (second-line therapy) สำหรับการรักษาสิวอักเสบและสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยมีรายงานการดื้อยาของ C. acnes น้อยกว่า Tetracycline และ Doxycycline อย่างไรก็ตาม Minocycline มีแนวโน้มก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่พบได้น้อย มากกว่า Tetracycline และ Doxycycline
Sarecycline
Sarecycline เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเตตราไซคลินชนิดออกฤทธิ์แคบ (narrow-spectrum tetracycline) ที่มีฤทธิ์ต้าน C. acnes, S. aureus และ S. pyogenes ได้ดี ยานี้อาจก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด (teratogenic effects) เช่น ส่งผลกระทบต่อการเจริญของกระดูกและฟันในทารก
สามารถใช้รักษาสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ไม่มีสิวหัวไต (non-nodular inflammatory acne) ในผู้ป่วยอายุ ≥9 ปี ไม่ควรใช้ Sarecycline ร่วมกับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดรับประทาน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง (intracranial pressure) ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้โดยไม่ขึ้นกับมื้ออาหาร และยานี้ยังมีโอกาสก่อให้เกิดการดื้อยาของเชื้อน้อยกว่า
Erythromycin
Erythromycin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยตรง โดยช่วยลดปัจจัยที่กระตุ้นการเคลื่อนที่ของนิวโทรฟิล และลดการสร้าง ROS
ยานี้ใช้เป็นทางเลือกเมื่อการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล และสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตาม Erythromycin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบน้อยกว่า Tetracycline และสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารมากกว่า นอกจากนี้ ยังพบการดื้อยาของ C. acnes ต่อ Erythromycin ได้บ่อยกว่าเมื่อเทียบกับ Tetracycline แต่มีความเสี่ยงต่อภาวะไวต่อแสงน้อยกว่า
Azithromycin
มีรายงานการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียจากการใช้ Azithromycin ดังนั้น ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง เช่น toxic epidermal necrolysis (TEN) อย่างไรก็ตาม Azithromycin มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์โดยรวมน้อยกว่า Erythromycin นอกจากนี้ Azithromycin ยังสามารถใช้เป็นทางเลือกในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามใช้ยากลุ่ม Tetracyclines และสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้
Co-trimoxazole
Co-trimoxazole เป็นทางเลือกอันดับที่ 3 (third-line therapy) สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น ยานี้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานชนิดอื่น หรือผู้ป่วยที่เป็นสิวจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ (Gram-negative acne) อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง แม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยก็ตาม
Isotretinoin (13-cis retinoic acid)
Isotretinoin เป็นยาทางเลือกอันดับแรกสำหรับการรักษาสิวระดับรุนแรงมาก ได้แก่ สิวชนิดซีสต์ (cystic acne) และสิวหัวช้าง นอกจากนี้ ยังเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการรักษาสิวระดับรุนแรงและสิวชนิดก้อนนูนร่วมกับซีสต์ (nodulocystic acne) พร้อมทั้งช่วยให้โรคสงบได้เป็นระยะเวลานาน
Isotretinoin เป็นยาที่ละลายในไขมันได้ดี โดยช่วยลดการหลั่งซีบัม ลดการเกิดสิวอุดตัน และลดปริมาณ C. acnes ทั้งภายในท่อของหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน รวมถึงบนผิวหนังได้ประมาณ 80% นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอีกด้วย โดยทั่วไป ระยะเวลาการรักษาอยู่ที่ประมาณ 20 สัปดาห์ และผลการรักษายังคงดีขึ้นต่อเนื่องได้อีกนานถึง 5 เดือน หลังสิ้นสุดการรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยประมาณ 15% อาจกลับมาเป็นซ้ำ โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำ ได้แก่ ภาวะต่อมไขมันทำงานมาก (severe seborrhea) อายุยังน้อย ประวัติคนในครอบครัวเป็นสิว และการเป็นสิวก่อนเข้าสู่วัยแรกรุ่นหรือสิวบริเวณลำตัว
Isotretinoin เป็นยาที่ก่อความพิการต่อทารกในครรภ์ (teratogen) ดังนั้น ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ต้องได้รับการตรวจการตั้งครรภ์ก่อนเริ่มการรักษา นอกจากนี้ อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงอาจเป็นข้อจำกัดในการใช้ยา โดยสามารถพิจารณาใช้ Isotretinoin ขนาดต่ำเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ได้
ยานี้สามารถสั่งใช้ได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังเท่านั้น และการเริ่มรักษาด้วย Isotretinoin ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นหรือมีข้อห้ามในการรักษาวิธีอื่น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากบุคลากรทางการแพทย์ 2 คนที่วินิจฉัยแยกกัน
Corticosteroids
อาจพิจารณาใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในผู้ป่วยสิวระดับรุนแรงที่มีอาการสิวเห่อ ภายหลังเริ่มรักษาด้วย Isotretinoin ชนิดรับประทาน รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นสิวรุนแรงเฉียบพลัน (acne fulminans)
ยาฉีดเข้ารอยโรค (Intralesional Agents)
คอร์ติโคสเตียรอยด์ฉีดเข้ารอยโรค (Intralesional Corticosteroids)
ตัวอย่างยา: Triamcinolone acetate
คอร์ติโคสเตียรอยด์ฉีดเข้ารอยโรคสามารถใช้รักษารอยโรคสิวชนิดก้อนนูนร่วมกับซีสต์ (nodulocystic lesions) ที่มีขนาดใหญ่และมีความรุนแรงได้
อาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่ที่อาจพบ ได้แก่
- รอยบุ๋ม (skin atrophy)
- ความผิดปกติของสีผิว (pigmentary changes)
- หลอดเลือดฝอยขยาย (telangiectasia)
การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) (นอกเหนือจาก Salicylic acid)
ตัวอย่างยา: Glycolic acid, Lactic acid และ Trichloroacetic acid
การลอกผิวด้วยสารเคมีออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) และช่วยปรับสภาพผิวหน้า โดยการกำจัดชั้น epidermis เพื่อกระตุ้นการสร้างเยื่อบุผิวใหม่ และฟื้นฟูสภาพผิว
การรักษาวิธีนี้อาจช่วยลดรอยดำ (hyperpigmentation) และแผลเป็นตื้นจากสิว (superficial scarring) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และช่วยให้อาการสิวระดับปานกลางในชาวเอเชียดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ยาช่วยผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic Agents)
ตัวอย่างยา: Resorcinol และ Sulfur
ยาช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น Resorcinol และ Sulfur สามารถใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับยารักษาสิวชนิดอื่นได้
การรักษาอื่น ๆ สำหรับสิว (Other Therapies for Acne)
การกดสิวอุดตัน สามารถใช้รักษาสิวอุดตันที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้ นอกจากนี้ น้ำมันทีทรี (tea tree oil; Melaleuca alternifolia) ยังช่วยลดจำนวนรอยโรคในผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ขณะที่สารสกัดจากฝรั่ง (Psidium guajava extract) มีฤทธิ์ต้านเชื้อ C. acnes
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรักษาด้วยสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือก จะมีแนวโน้มว่าผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาได้ดี แต่ข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของการรักษาเหล่านี้ยังมีจำกัด
การรักษาเสริมด้วยฮอร์โมน (Adjunctive Hormonal Therapy)
ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน (Oral Contraceptives)
ตัวอย่างยา
- Ethinyl estradiol/Norgestimate
- Ethinyl estradiol/Norethindrone acetate
- Ethinyl estradiol/Norethindrone acetate/Ferrous fumarate
- Ethinyl estradiol/Drospirenone
- Ethinyl estradiol/Drospirenone/Levomefolate
- Ethinyl estradiol/Gestodene
ข้อห้ามใช้แบบเด็ดขาดของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (COCs):
- อยู่ในช่วง <21 วันหลังคลอด
- อายุ ≥35 ปี และสูบบุหรี่ ≥15 มวนต่อวัน
- ความดันโลหิตสูง (≥160/≥100 mmHg)
- โรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep vein thrombosis; DVT), ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism; PE) หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย
- ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนพักและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน
- โรคลิ้นหัวใจที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หรือภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (pulmonary hypertension)
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจบกพร่องในช่วงการตั้งครรภ์ (peripartum cardiomyopathy) ที่มีการทำงานของหัวใจเป็นปกติหรือบกพร่องเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน หรือมีการทำงานของหัวใจบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรง
- ไมเกรนที่มีอาการเตือน (migraine with aura) หรือไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือนในผู้ที่มีอายุ >35 ปี
- มะเร็งเต้านมที่กำลังเป็นอยู่
- โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน
- ตับอักเสบจากไวรัสระยะเฉียบพลัน (acute viral hepatitis), โรคตับแข็งระยะสูญเสียการทำงานของตับ เนื้องอกตับ หรือเนื้องอกชนิด hepatocellular adenoma
- โรคแพ้ภูมิตัวเอง (systemic lupus erythematosus; SLE) ที่ตรวจพบหรือไม่ทราบสถานะของ antiphospholipid antibodies
- ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การสูญเสียการทำงานของอวัยวะที่ปลูกถ่ายแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง (acute or chronic graft failure), การปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่าย หรือโรคภาวะที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษก่อนใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (COCs) ได้แก่:
- ผู้ที่ให้นมบุตรในช่วง 21–29 วันหลังคลอด
- ผู้ที่ให้นมบุตรในช่วง 30–42 วันหลังคลอด และมีปัจจัยเสี่ยงอื่นต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thromboembolism; VTE)
- ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรในช่วง 21–42 วันหลังคลอด และมีปัจจัยเสี่ยงอื่นต่อการเกิด VTE
- อายุ >35 ปี และสูบบุหรี่น้อยกว่า 15 มวนต่อวัน
- ความดันโลหิตสูง (140–159/90–99 mmHg)
- มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับภาวะไขมันในเลือดสูง
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติในระยะหลังคลอด (peripartum cardiomyopathy) ที่การทำงานของหัวใจกลับมาเป็นปกติหรือบกพร่องเพียงเล็กน้อยเป็นระยะเวลา ≥6 เดือน
- มีประวัติมะเร็งเต้านมเมื่อมากกว่า 5 ปีก่อน และไม่มีการกลับเป็นซ้ำ
- โรคตับแข็งระยะที่ตับยังชดเชยการทำงานได้ (compensated liver cirrhosis), มีประวัติภาวะน้ำดีคั่งจากการใช้ COCs (COC-induced cholestasis), โรคถุงน้ำดี หรือใช้ยาร่วมที่อาจทำให้ระดับเอนไซม์ตับสูง (transaminitis)
- มีประวัติการผ่าตัดลดการดูดซึมของทางเดินอาหาร (malabsorptive procedures) เช่น Roux-en-Y gastric bypass หรือ biliopancreatic diversion
กลไกที่ช่วยลดสิวของ COCs เกิดจากส่วนประกอบของ estrogen ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับการทำงานของแอนโดรเจน โดยช่วยลดการสร้างแอนโดรเจน เพิ่มการสร้าง sex hormone-binding globulin (SHBG) ส่งผลให้ระดับ free testosterone ลดลง ทำให้ตัวรับแอนโดรเจนถูกกระตุ้นน้อยลง และช่วยยับยั้งการสร้างซีบัม
Cyproterone acetate
Cyproterone acetate เป็นยาต้านแอนโดรเจน (anti-androgen) ที่ใช้ร่วมกับ Ethinyl estradiol หรือใช้ร่วมกับยาคุมกำเนิด
Spironolactone
Spironolactone เป็นทางเลือกในการรักษาด้วยยาต้านแอนโดรเจน ซึ่งมีศักยภาพในการลดความรุนแรงของสิวและลดการสร้างซีบัมได้อย่างมีนัยสำคัญ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีสิวระดับปานกลางถึงรุนแรงซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือไม่ประสงค์รับประทาน Isotretinoin
กลไกการออกฤทธิ์ของ Spironolactone ได้แก่
- ลดการสร้าง testosterone
- ยับยั้งการจับของ testosterone และ dihydrotestosterone (DHT) กับตัวรับแอนโดรเจนในผิวหนัง
- ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase
- เพิ่มการสร้าง sex hormone-binding globulin (SHBG)
Flutamide เป็นยาต้านตัวรับแอนโดรเจนชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal selective androgen receptor blocker) ที่อยู่ระหว่างการศึกษาสำหรับการรักษาสิว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีรายงานการเกิดตับอักเสบรุนแรงถึงเสียชีวิต (fatal hepatitis) จากการใช้ Flutamide จึงจำกัดการนำยามาใช้รักษาสิว เว้นแต่ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย
การสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษาสิว โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการรักษาที่ไม่ได้ผลคือการไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา นอกจากนี้ วัยรุ่นที่เป็นสิวมักมีความภาคภูมิใจในตนเองลดลง จึงอาจรู้สึกกังวลต่อมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ การให้คำแนะนำที่ชัดเจนและกำหนดความคาดหวังที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาได้
ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลว่าการรักษามีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการของสิว ไม่ใช่รักษาให้หายขาด อีกทั้งผู้ป่วยจำนวนมากมักคาดหวังว่าการรักษาจะไม่ได้ผลหรืออาการสิวจะแย่ลง ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำแนะนำและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
การรักษาสิวจำเป็นต้องดำเนินต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมรอยโรค และโดยทั่วไปสิวจะมีแนวโน้มลดความรุนแรงลงเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ป่วยควรทราบว่ายารักษาสิวต้องใช้เวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผล และไม่มีวิธีรักษาที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดปราศจากน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน พร้อมทั้งล้างเครื่องสำอางออกให้หมดทุกครั้งก่อนเข้านอน
อาหารกับสิว
ปัจจุบันยังไม่มีข้อแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับความรุนแรงของสิว ดังนั้น การให้คำแนะนำด้านอาหารควรพิจารณาเป็นรายบุคคล อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาหลายฉบับที่ชี้ว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์นม อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิว ดังนั้น อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ และหลีกเลี่ยงการรับประทานช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์นมตามความเหมาะสม
คำแนะนำในการดูแลผิว
การดูแลผิวอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ของผู้ป่วยแนะนำให้ล้างบริเวณที่เป็นสิววันละ 2 ครั้ง ด้วยสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดอ่อนโยนที่มีค่า pH สมดุล (pH-balanced) จากนั้นซับผิวให้แห้งและทายารักษาสิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวควรมีคุณสมบัติไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน (non-comedogenic) ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และปราศจากแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งสามารถขจัดสิ่งสกปรกและไขมันส่วนเกินบนผิวได้
การล้างหน้าบ่อยเกินไป โดยเฉพาะการใช้สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง อาจทำให้อาการสิวแย่ลง ยาทารักษาสิวควรทาเป็นชั้นบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณผิวที่มีแนวโน้มเกิดสิว ไม่ใช่ทาเฉพาะบริเวณที่มีรอยโรคเท่านั้น
การเลือกใช้รูปแบบของยาทาที่เหมาะสมอาจช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์และเพิ่มความร่วมมือในการรักษา โดยพิจารณาตามสภาพผิว ดังนี้
ควรใช้ครีมกันแดดเมื่อได้รับยาปฏิชีวนะหรือยากลุ่มเรตินอยด์ที่ทำให้ผิวไวต่อแสง การปกป้องผิวจากแสง มีความสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดผิวไหม้แดด ผิวเสื่อมจากแสง (photoaging) และการกระตุ้นให้โรคผิวหนังเดิมกำเริบ
นอกจากนี้ ครีมกันแดดยังสามารถใช้ภายในอาคารได้ เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงที่มองเห็นได้ (visible light) เช่น แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแสงไฟภายในอาคาร ซึ่งผู้ป่วยอาจสัมผัสเป็นเวลานานจากการอยู่ภายในอาคารในช่วงการระบาดของโรค สิ่งสำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบรอยโรคสิว เนื่องจากการทำให้รอยโรคเกิดการบาดเจ็บอาจเพิ่มการอักเสบ ทำให้การหายของรอยโรคใช้เวลานานขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็น
สุดท้าย ไม่ควรปกปิดบริเวณที่เป็นสิวด้วยเสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือผ้าพันแผล เพราะอาจส่งผลให้อาการสิวแย่ลงได้
เวชสำอาง (Dermatocosmetics)
เวชสำอาง (dermatocosmetics) หรือ “cosmeceuticals” ใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาสิวมาตรฐาน โดยช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา เช่น การระคายเคือง ผิวแห้ง และภาวะผิวไวต่อแสง รวมถึงช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา
เวชสำอางครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
นอกจากนี้ เวชสำอางอาจช่วยปรับสมดุลจุลชีพบนผิวหนังในผู้ป่วยสิว จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาสิวโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรีย โดยทั่วไป การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่เหนอะหนะในปริมาณเหมาะสม และเครื่องสำอางชนิดน้ำ (water-based cosmetics) สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการสิวดีขึ้น ควรค่อย ๆ ลดการใช้เครื่องสำอางลงตามความเหมาะสม
อุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน (Energy-Based Devices)
Intense Pulsed Light (IPL)
IPL ออกฤทธิ์ต่อ C. acnes โดยกระตุ้นการสร้าง ROS จากพอร์ไฟริน (porphyrins) ที่ผลิตโดย C. acnes เมื่อเชื้อสัมผัสกับ visible light
นอกจากนี้ IPL ยังช่วยลดการสร้างซีบัมโดยทำให้ต่อมไขมันเกิดความเสียหายโดยตรง
การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy)
ตัวอย่าง:เลเซอร์ชนิดทำลายเนื้อเยื่อ (ablative lasers), เลเซอร์ชนิดไม่ทำลายเนื้อเยื่อ (non-ablative lasers), Erbium glass laser, Neodymium-doped yttrium aluminum garnet laser (Nd:YAG), Pulsed dye laser, Non-ablative fractional laser,Yellow laser
กลไกของการรักษาด้วยเลเซอร์เกิดจากการแข็งตัวของเนื้อเยื่อด้วยแสง หรือการบาดเจ็บจากความร้อนที่เกิดจากแสง ส่งผลให้เกิดฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดขนาดของต่อมไขมัน Pulsed dye laser ช่วยลดการอักเสบและผื่นแดง
การรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy)
การรักษาด้วยแสงสีน้ำเงิน (blue light therapy) มีความยาวคลื่นสั้น และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ C. acnes ผ่านการสร้าง ROS ภายในเชื้อแบคทีเรีย ขณะที่แสงสีแดงสามารถทะลุผ่านเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกกว่า ส่งผลให้เกิดฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมผิวหนัง
Photodynamic Therapy (PDT)
PDT เป็นการรักษาที่ใช้แสงเพื่อกระตุ้นสารไวแสง เช่น 5-aminolevulinic acid (ALA), methyl aminolevulinate (MAL) และ indocyanine green (ICG) ให้เกิดฤทธิ์ในการรักษา
PDT อาจใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาด้วยยาได้ จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันประสิทธิผลของวิธีการรักษานี้มากขึ้น นอกจากนี้ PDT ยังทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์แบคทีเรีย ลดจำนวนแบคทีเรีย และช่วยลดรอยโรคสิวอักเสบได้ประมาณ 59–67% ในบรรดาวิธีการรักษาแบบ PDT ทั้งหมด ALA-PDT เป็นวิธีที่ได้รับการศึกษามากที่สุด และให้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเมื่อใช้กับสิวอักเสบและสิวชนิดซีสต์
โดยทั่วไป การรักษาด้วย PDT ใช้เวลาในการทำประมาณ 8–15 นาที และผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาได้ดี โดยพบว่าการรักษาเฉลี่ยประมาณ 3 ครั้ง สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หลังการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดและป้องกันแสงอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น
Acne Vulgaris_Management 2
การรักษาด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency; RF)
ตัวอย่าง: Unipolar RF, Bipolar RF, Fractional RF
การรักษาด้วย RF ใช้พลังงานความร้อนสูงเพื่อทำให้เกิดการบาดเจ็บจากความร้อนในชั้นหนังแท้ส่วนลึก (deep dermis) ส่งผลให้ต่อมไขมันหดตัว และช่วยลดการสร้างซีบัม
การส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง
ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางในกรณีต่อไปนี้
การสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษาสิว โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการรักษาที่ไม่ได้ผลคือการไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา นอกจากนี้ วัยรุ่นที่เป็นสิวมักมีความภาคภูมิใจในตนเองลดลง จึงอาจรู้สึกกังวลต่อมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ การให้คำแนะนำที่ชัดเจนและกำหนดความคาดหวังที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาได้
ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลว่าการรักษามีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการของสิว ไม่ใช่รักษาให้หายขาด อีกทั้งผู้ป่วยจำนวนมากมักคาดหวังว่าการรักษาจะไม่ได้ผลหรืออาการสิวจะแย่ลง ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำแนะนำและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
การรักษาสิวจำเป็นต้องดำเนินต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมรอยโรค และโดยทั่วไปสิวจะมีแนวโน้มลดความรุนแรงลงเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ป่วยควรทราบว่ายารักษาสิวต้องใช้เวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผล และไม่มีวิธีรักษาที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดปราศจากน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน พร้อมทั้งล้างเครื่องสำอางออกให้หมดทุกครั้งก่อนเข้านอน
อาหารกับสิว
ปัจจุบันยังไม่มีข้อแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับความรุนแรงของสิว ดังนั้น การให้คำแนะนำด้านอาหารควรพิจารณาเป็นรายบุคคล อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาหลายฉบับที่ชี้ว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์นม อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิว ดังนั้น อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ และหลีกเลี่ยงการรับประทานช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์นมตามความเหมาะสม
คำแนะนำในการดูแลผิว
การดูแลผิวอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ของผู้ป่วยแนะนำให้ล้างบริเวณที่เป็นสิววันละ 2 ครั้ง ด้วยสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดอ่อนโยนที่มีค่า pH สมดุล (pH-balanced) จากนั้นซับผิวให้แห้งและทายารักษาสิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวควรมีคุณสมบัติไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน (non-comedogenic) ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และปราศจากแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งสามารถขจัดสิ่งสกปรกและไขมันส่วนเกินบนผิวได้
การล้างหน้าบ่อยเกินไป โดยเฉพาะการใช้สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง อาจทำให้อาการสิวแย่ลง ยาทารักษาสิวควรทาเป็นชั้นบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณผิวที่มีแนวโน้มเกิดสิว ไม่ใช่ทาเฉพาะบริเวณที่มีรอยโรคเท่านั้น
การเลือกใช้รูปแบบของยาทาที่เหมาะสมอาจช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์และเพิ่มความร่วมมือในการรักษา โดยพิจารณาตามสภาพผิว ดังนี้
- ครีมและโลชั่นเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมาก
- เจลและสารละลายเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันมาก
- ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีเนื้อครีม (cream-based cleansers)
ควรใช้ครีมกันแดดเมื่อได้รับยาปฏิชีวนะหรือยากลุ่มเรตินอยด์ที่ทำให้ผิวไวต่อแสง การปกป้องผิวจากแสง มีความสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดผิวไหม้แดด ผิวเสื่อมจากแสง (photoaging) และการกระตุ้นให้โรคผิวหนังเดิมกำเริบ
นอกจากนี้ ครีมกันแดดยังสามารถใช้ภายในอาคารได้ เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงที่มองเห็นได้ (visible light) เช่น แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแสงไฟภายในอาคาร ซึ่งผู้ป่วยอาจสัมผัสเป็นเวลานานจากการอยู่ภายในอาคารในช่วงการระบาดของโรค สิ่งสำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบรอยโรคสิว เนื่องจากการทำให้รอยโรคเกิดการบาดเจ็บอาจเพิ่มการอักเสบ ทำให้การหายของรอยโรคใช้เวลานานขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็น
สุดท้าย ไม่ควรปกปิดบริเวณที่เป็นสิวด้วยเสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือผ้าพันแผล เพราะอาจส่งผลให้อาการสิวแย่ลงได้
เวชสำอาง (Dermatocosmetics)
เวชสำอาง (dermatocosmetics) หรือ “cosmeceuticals” ใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาสิวมาตรฐาน โดยช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา เช่น การระคายเคือง ผิวแห้ง และภาวะผิวไวต่อแสง รวมถึงช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา
เวชสำอางครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว (cleansers)
- ผลิตภัณฑ์ช่วยสลายสิวอุดตัน
- ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นขี้ไคล (corneolytics) เช่น retinaldehyde, retinol, กรดแอลฟาไฮดรอกซี (alpha hydroxy acids; AHA), กรดเบตาไฮดรอกซี (beta hydroxy acid; BHA) และกรดโพลีไฮดรอกซี (polyhydroxy acid; PHA)
- มอยส์เจอไรเซอร์
- ผลิตภัณฑ์ควบคุมการสร้างซีบัม เช่น methacrylate polymers, aluminum starch octenylsuccinate, zinc gluconate, Nicotinamide/Niacinamide, Triethyl citrate, ethyl linoleate, 2% L-Carnitine และสูตรผสม Erythromycin-zinc
- ผลิตภัณฑ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ เช่น tyrothricin, tea tree oil, aloe vera, propolis, licochalcone A และ Triclosan
- สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) เช่น สารสกัดจากชาเขียว และวิตามิน C
- ครีมกันแดด
- ผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ
- ผลิตภัณฑ์ปกปิดรอยสิว
- แผ่นแปะสิวชนิดไฮโดรคอลลอยด์
นอกจากนี้ เวชสำอางอาจช่วยปรับสมดุลจุลชีพบนผิวหนังในผู้ป่วยสิว จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาสิวโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรีย โดยทั่วไป การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่เหนอะหนะในปริมาณเหมาะสม และเครื่องสำอางชนิดน้ำ (water-based cosmetics) สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการสิวดีขึ้น ควรค่อย ๆ ลดการใช้เครื่องสำอางลงตามความเหมาะสม
อุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน (Energy-Based Devices)
Intense Pulsed Light (IPL)
IPL ออกฤทธิ์ต่อ C. acnes โดยกระตุ้นการสร้าง ROS จากพอร์ไฟริน (porphyrins) ที่ผลิตโดย C. acnes เมื่อเชื้อสัมผัสกับ visible light
นอกจากนี้ IPL ยังช่วยลดการสร้างซีบัมโดยทำให้ต่อมไขมันเกิดความเสียหายโดยตรง
การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy)
ตัวอย่าง:เลเซอร์ชนิดทำลายเนื้อเยื่อ (ablative lasers), เลเซอร์ชนิดไม่ทำลายเนื้อเยื่อ (non-ablative lasers), Erbium glass laser, Neodymium-doped yttrium aluminum garnet laser (Nd:YAG), Pulsed dye laser, Non-ablative fractional laser,Yellow laser
กลไกของการรักษาด้วยเลเซอร์เกิดจากการแข็งตัวของเนื้อเยื่อด้วยแสง หรือการบาดเจ็บจากความร้อนที่เกิดจากแสง ส่งผลให้เกิดฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดขนาดของต่อมไขมัน Pulsed dye laser ช่วยลดการอักเสบและผื่นแดง
การรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy)
การรักษาด้วยแสงสีน้ำเงิน (blue light therapy) มีความยาวคลื่นสั้น และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ C. acnes ผ่านการสร้าง ROS ภายในเชื้อแบคทีเรีย ขณะที่แสงสีแดงสามารถทะลุผ่านเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกกว่า ส่งผลให้เกิดฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมผิวหนัง
Photodynamic Therapy (PDT)
PDT เป็นการรักษาที่ใช้แสงเพื่อกระตุ้นสารไวแสง เช่น 5-aminolevulinic acid (ALA), methyl aminolevulinate (MAL) และ indocyanine green (ICG) ให้เกิดฤทธิ์ในการรักษา
PDT อาจใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาด้วยยาได้ จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันประสิทธิผลของวิธีการรักษานี้มากขึ้น นอกจากนี้ PDT ยังทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์แบคทีเรีย ลดจำนวนแบคทีเรีย และช่วยลดรอยโรคสิวอักเสบได้ประมาณ 59–67% ในบรรดาวิธีการรักษาแบบ PDT ทั้งหมด ALA-PDT เป็นวิธีที่ได้รับการศึกษามากที่สุด และให้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเมื่อใช้กับสิวอักเสบและสิวชนิดซีสต์
โดยทั่วไป การรักษาด้วย PDT ใช้เวลาในการทำประมาณ 8–15 นาที และผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาได้ดี โดยพบว่าการรักษาเฉลี่ยประมาณ 3 ครั้ง สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หลังการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดและป้องกันแสงอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น
Acne Vulgaris_Management 2การรักษาด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency; RF)
ตัวอย่าง: Unipolar RF, Bipolar RF, Fractional RF
การรักษาด้วย RF ใช้พลังงานความร้อนสูงเพื่อทำให้เกิดการบาดเจ็บจากความร้อนในชั้นหนังแท้ส่วนลึก (deep dermis) ส่งผลให้ต่อมไขมันหดตัว และช่วยลดการสร้างซีบัม
การส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง
ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางในกรณีต่อไปนี้
- สิวหัวช้าง (acne conglobata)
- สิวชนิดก้อนนูนร่วมกับซีสต์ (nodulocystic acne)
- ไม่แน่ใจในการวินิจฉัยโรค
- สิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา 2 รอบการรักษา
- มีแผลเป็นหรือความผิดปกติของสีผิว (pigmentary changes)
- สิวระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาร่วมกับยาปฏิชีวนะ
- มีความทุกข์ทางจิตใจหรือความผิดปกติด้านสุขภาพจิตจากการเป็นสิว
- มีโรคหรือการใช้ยาบางชนิดที่อาจเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสิว
- จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางกายภาพเฉพาะทาง เช่น การกรีดระบายหนอง (incision and drainage)
- ควรส่งต่ออย่างเร่งด่วนเมื่อสงสัย acne fulminans
