Acromegaly โรคอะโครเมกาลี Drug Summary

Last updated: 02 July 2026

Dopamine Agonists

 ยา ขนาดยา   หมายเหตุ
 Bromocriptine  ขนาดยาเริ่มต้น: 1.25-2.5 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนนอน อาจเพิ่มขนาดยาได้ครั้งละ 1.25-2.5 มก. ทุก 3-7 วัน จนได้ผลการรักษาตามเป้าหมายทางคลินิก

 ขนาดยาสูงสุด: 100 มก./วัน
 อาการไม่พึงประสงค์
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ระบบประสาทส่วนกลาง: เวียนศีรษะ ง่วงซึม ปวดศีรษะ ภาวะซึมเศร้า
  • อื่น ๆ: ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด คัดจมูก อ่อนเพลีย
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจขาดเลือดรุนแรง หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
 Cabergoline  ขนาดยาเริ่มต้น: 0.5 มก. รับประทานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นเพิ่มเป็น 1 มก. สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ แล้วปรับเป็น 0.5 มก. รับประทานวันละครั้ง

 ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไป: 1.5-2.5 มก./สัปดาห์
 อาการไม่พึงประสงค์
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง ท้องผูก กระเพาะอาหารอักเสบ
  • ระบบประสาทส่วนกลาง: ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ บ้านหมุน ภาวะซึมเศร้า
  • อื่น ๆ: ปวดเต้านม อาการร้อนวูบวาบ
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง กลุ่มอาการเรย์โนด์ (Raynaud’s syndrome) หรือมีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร/เลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจซึ่งได้รับยาขนาดสูงเป็นเวลานาน
  • ควรติดตามความดันโลหิต ระดับโปรแลคตินในเลือด และการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (echocardiogram)

Growth Hormone Receptor Antagonist

 ยา ขนาดยา   หมายเหตุ
 Pegvisomant  ขนาดยาเริ่มต้น: 40 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (SC) โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

 ขนาดยาสำหรับการรักษาต่อเนื่อง: 10 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง วันละครั้ง อาจปรับเพิ่มขนาดยาครั้งละ 5 มก. ทุก 4-6 สัปดาห์ โดยพิจารณาจากระดับ IGF-1

 ขนาดยาสูงสุด: 30 มก./วัน

 อาการไม่พึงประสงค์

  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ ท้องเสีย
  • อื่น ๆ: บวมบริเวณปลายมือปลายเท้า ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น ภาวะทนต่อกลูโคสบกพร่อง การติดเชื้อ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
  • บริเวณที่ฉีดยา: เกิดก้อนแข็งจากไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (lipohypertrophy)
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ควรติดตามขนาดของเนื้องอกที่หลั่ง GH ด้วยการตรวจภาพบริเวณต่อมใต้สมอง (sella turcica) เป็นระยะ
  • ควรติดตามอาการและอาการแสดงของภาวะขาด GH และติดตามระดับ IGF-1 เพื่อคงค่าให้อยู่ในช่วงปกติตามอายุ โดยปรับขนาดยา Pegvisomant ตามความเหมาะสม
  • ควรตรวจการทำงานของตับ (LFTs) ระดับบิลิรูบินรวม ระดับ alkaline phosphatase ระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตก่อนเริ่มการรักษา และติดตามอย่างต่อเนื่องระหว่างการรักษา

Somatostatin Analogs

ยา ขนาดยา   หมายเหตุ
 Lanreotide acetate  ชนิดออกฤทธิ์นาน:
 ยาผงสำหรับฉีด:

30 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 14 วัน
อาจเพิ่มขนาดยาเป็น 30 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 10 วัน โดยพิจารณาจากระดับ GH และ IGF-1

 Autogel (สารละลายสำหรับฉีด):
60-120 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุก 28 วัน
อาจลด คงเดิม หรือเพิ่มขนาดยา โดยพิจารณาจากระดับ GH และ IGF-1

 หากควบคุมโรคได้ดีด้วยยาในกลุ่ม somatostatin analog อาจให้ขนาดยา 120 มก. ทุก 42 หรือ 56 วัน
 อาการไม่พึงประสงค์
  • บริเวณที่ฉีดยา: ปวดบริเวณที่ฉีด
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หน้าแดง บวม หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้า
  • ระบบตับและทางเดินน้ำดี: นิ่วในถุงน้ำดี ตะกอนน้ำดี 
  • ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • Autogel ชนิดสารละลายสำหรับฉีด ควรฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นลึกบริเวณด้านบนด้านนอกของสะโพก และสลับตำแหน่งฉีดระหว่างด้านขวาและด้านซ้าย
  • ควรติดตามการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TFTs) ระหว่างการรักษา
 Octreotide (ชนิดรับประทาน)  สำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อ Octreotide หรือ Lanreotide ชนิดฉีด

 ขนาดยาเริ่มต้น: 20-30 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาครั้งละ 20 มก./วัน โดยค่อย ๆ ปรับเพิ่มตามความเหมาะสม

 ขนาดยาสูงสุด: 80 มก./วัน
 อาการไม่พึงประสงค์
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • ระบบตับและทางเดินน้ำดี: นิ่วในถุงน้ำดี ตะกอนน้ำดี 
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ควรรับประทานก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยเบาหวานหรือมีเนื้องอกของตับอ่อนที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulinoma) ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของการทำงานของไตหรือตับ
  • ควรค่อย ๆ หยุดยาเพื่อประเมินความรุนแรงหรือการกำเริบของโรค
  • ปรับขนาดยาโดยพิจารณาจากการประเมินระดับ GH และ IGF-1 เป็นรายเดือน
  • ควรติดตามระดับวิตามินบี 12 ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน
 Octreotide (ชนิดออกฤทธิ์สั้น)  ขนาดยาเริ่มต้น: 0.05-0.1 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุก 8-12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาทีละน้อยจนถึง 0.1-0.2 มก. ทุก 8 ชั่วโมง หากจำเป็น

 ขนาดยาสูงสุด: 1.5 มก./วัน
 อาการไม่พึงประสงค์
  • บริเวณที่ฉีดยา: ปวดบริเวณที่ฉีด
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หน้าแดง บวม หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้า
  • ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • ระบบตับและทางเดินน้ำดี: นิ่วในถุงน้ำดี ตะกอนน้ำดี
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคถุงน้ำดี ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของการทำงานของไตหรือตับ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ปรับขนาดยาโดยพิจารณาจากการประเมินระดับ GH และ IGF-1 เป็นรายเดือน (เป้าหมายคือ GH < 2.5 ng/mL และระดับ IGF-1 อยู่ในเกณฑ์ปกติ)
  • ควรหยุดการรักษาหากไม่พบว่าอาการดีขึ้นหรือระดับ GH ลดลงภายใน 3 เดือนหลังเริ่มการรักษา
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับ Octreotide ขนาดยาคงที่ ควรติดตามระดับ GH ทุก 6 เดือน
  • ควรติดตามการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TFTs) และระดับวิตามินบี 12 ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน
 Octreotide ชนิดออกฤทธิ์นาน
(long-acting release, LAR) 
 สำหรับผู้ป่วยที่ควบคุมอาการได้ด้วยยาในกลุ่ม somatostatin analog ชนิดออกฤทธิ์สั้น:

 ขนาดยาเริ่มต้น: 20 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน
หากควบคุมโรคได้ไม่เพียงพอ (GH >2.5 ng/mL, ระดับ IGF-1 สูงกว่าปกติ และยังมีอาการทางคลินิก) หลังรักษา 3 เดือน: อาจเพิ่มขนาดยาเป็น 30 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์

 หากควบคุมโรคได้ดี (GH <1 ng/mL, ระดับ IGF-1 อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควบคุมอาการทางคลินิกได้) หลังรักษา 3 เดือน: อาจลดขนาดยาเป็น 10-20 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์
 ขนาดยาสูงสุด: 40 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์
  • ยา Octreotide ชนิด LAR depot เป็นสูตรยาที่บรรจุอยู่ในไมโครสเฟียร์ที่สามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ (biodegradable microspheres) เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
 อาการไม่พึงประสงค์
  • บริเวณที่ฉีดยา: ปวดบริเวณที่ฉีด
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หน้าแดง บวม หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้า
  • ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • ระบบตับและทางเดินน้ำดี: นิ่วในถุงน้ำดี ตะกอนน้ำดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกของตับอ่อนที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulinoma) ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของการทำงานของไตหรือตับ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ควรติดตามระดับ GH และ IGF-1 เมื่อมีการปรับขนาดยา
  • หากเริ่มการรักษาด้วย Octreotide ชนิด LAR ควรทดสอบการตอบสนองและความทนต่อยาด้วย Octreotide ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังก่อน
  • ควรให้ Octreotide ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังได้รับ Octreotide ชนิด LAR ครั้งแรก เนื่องจากยาจะเริ่มถูกปลดปล่อยจากไมโครสเฟียร์หลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์
  • ควรตรวจอัลตราซาวด์ถุงน้ำดีทุก 6 เดือน
 Pasireotide  ขนาดยาเริ่มต้น: 40 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นปรับเพิ่มขนาดยาครั้งละ 20 มก. จนถึงขนาดยาสูงสุด 60 มก. ในผู้ป่วยที่ยังควบคุมระดับ GH และ/หรือ IGF-1 ได้ไม่เพียงพอหลังการรักษา 3 เดือน

 ขนาดยาสูงสุด: 60 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์
 อาการไม่พึงประสงค์
  • ด้านเมตาบอลิซึม: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะทนต่อกลูโคสบกพร่อง ภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ ระดับฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) สูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และระดับ γ-glutamyltransferase สูงขึ้น
  • ระบบทางเดินอาหาร: ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ท้องอืด
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจเต้นช้าชนิด sinus bradycardia ภาวะ QT prolongation
  • ระบบประสาทส่วนกลาง: ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
  • ระบบตับและทางเดินน้ำดี: นิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ภาวะน้ำดีคั่ง ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น
  • อื่น ๆ: อ่อนเพลีย โลหิตจาง ผมร่วง อาการคัน ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยา ระดับ creatine phosphokinase และ lipase ในเลือดสูงขึ้น
 ข้อแนะนำในการใช้ยา
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของการทำงานของตับหรือไตรุนแรง ผู้ป่วยโรคไทรอยด์และโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ QT prolongation
  • ควรติดตามการทำงานของตับ (LFTs) ก่อนเริ่มการรักษา หลังเริ่มการรักษา 2-3 สัปดาห์ และติดตามทุกเดือนในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา
  • ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร และ/หรือ HbA1c คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในเลือด รวมทั้งการทำงานของต่อมไทรอยด์และต่อมใต้สมองก่อนเริ่มการรักษา และติดตามเป็นระยะระหว่างการรักษา
  • ควรตรวจอัลตราซาวด์ถุงน้ำดีก่อนเริ่มการรักษา และติดตามทุก 6-12 เดือน
  • ควรติดตามอาการแสดงของภาวะขาดคอร์ติซอล (hypocortisolism) และประเมินการทำงานของต่อมใต้สมองก่อนเริ่มการรักษาและเป็นระยะระหว่างการรักษา

Disclaimer

คำแนะนำขนาดยาทั้งหมดนี้ใช้สำหรับสตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุซึ่งมีการทำงานของไตและตับเป็นปกติ เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น

ผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีจำหน่ายหรือยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ตามข้อบ่งใช้ดังกล่าวในทุกประเทศ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่แสดงใน Drug Summary อ้างอิงจากข้อบ่งใช้ที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาซึ่งได้รับการอนุมัติในแต่ละประเทศ

โปรดศึกษาข้อมูลการสั่งใช้ยาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละประเทศจากเอกสารกำกับยาท้องถิ่นในหัวข้อ Related MIMS Drugs เพิ่มเติม