การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ
การตรวจระดับไขมันในเลือด (lipid profile) ควรทำในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease; CVD) โรคหลอดเลือดสมอง หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือในผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือมีหลักฐานทางคลินิกของภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม (familial hypercholesterolemia) โรคหัวใจและหลอดเลือดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerotic cardiovascular disease; ASCVD) ที่มีหลักฐานชัดเจนทางคลินิก ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease; CHD), กลุ่มอาการโรคหลอดเลือดโคโรนารีแบบเฉียบพลัน (กล้ามเนื้อหัวใจตาย [myocardial infarction; MI], เจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน), ภาวะเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ, เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมองจากการขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมองแตก, ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (transient ischemic attack; TIA), โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery disease; PAD), ภาวะโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง และภาวะหัวใจล้มเหลว
การรักษาสาเหตุรองที่ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติจะสามารถช่วยให้ระดับไขมันในเลือดดีขึ้นได้ ในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ จำเป็นต้องวัดระดับไขมันในพลาสมา ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม (TC), HDL-C, non-HDL-C (คำนวณจาก TC - HDL-C) และไตรกลีเซอไรด์ (TG) ส่วน LDL-C สามารถคำนวณได้จากสูตร Friedewald:
ข้อควรพิจารณา
การคัดกรองและประเมินความเสี่ยงสามารถใช้ผลตรวจไขมันในเลือดขณะอดอาหารหรือไม่อดอาหารก็ได้ สำหรับผลตรวจไขมันที่ไม่ได้อดอาหารสามารถนำมาใช้เป็นระดับไขมันเริ่มต้นก่อนการรักษาด้วยยากลุ่ม statin ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
ในขณะที่ผลตรวจขณะอดอาหารจะแนะนำให้ใช้ในการประเมินเริ่มต้นสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร หรือมีภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม หรือเพื่อติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง การวัดระดับ TC และ HDL-C ให้ได้ผลแม่นยำ สามารถวัดในเวลาใดก็ได้ระหว่างวัน ในส่วนของการวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ อาหารที่รับประทานจะส่งผลให้ค่าไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (0.3 มิลลิโมลต่อลิตร) การดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ และการสูบบุหรี่ขณะอดอาหาร สำหรับค่า non-HDL-C สามารถคำนวณได้ตามปกติ แม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงอดอาหาร
สูตร Friedewald สามารถนำมาใช้เมื่อมีระดับไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร) และเป็นผลตรวจขณะอดอาหารเท่านั้น
หากผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร) ให้ใช้ค่า non-HDL-C มากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 3.37 มิลลิโมลต่อลิตร) เป็นเป้าหมายหลักของการรักษาแทน โดยอาจพิจารณาค่า non-HDL-C เป็นเป้าหมายรองในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง (CKD) หรือความเสี่ยงทางเมแทบอลิก หากไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร) ค่า non-HDL-C จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีกว่าในการประเมินปริมาณไขมันรวมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็ง
การวัดระดับคอเลสเตอรอลในพลาสมาจะมีค่าต่ำกว่าการวัดในซีรั่มประมาณร้อยละ 3 ซึ่งระดับคอเลสเตอรอลจะได้รับผลกระทบจากอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน (เช่น มีไข้, ผ่าตัด, โรคหลอดเลือดสมอง) และยาบางชนิด (เช่น beta-blockers, steroids, thiazides) ได้ นอกจากนี้หากสามารถทำได้ แนะนำให้ตรวจระดับไขมันภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เนื่องจากระดับไขมันมีความแปรปรวนตามธรรมชาติ จึงควรพิจารณาตรวจระดับไขมันมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ครั้งเพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง
การตรวจคัดกรองเพื่อประเมินภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia Screening Tests)
ไขมันในเลือด (Lipid Profile)
ไขมันในเลือด หมายถึง ไขมันในพลาสมา หรือซีรั่ม ซึ่งประกอบด้วย คอเลสเตอรอลรวม (TC), แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล (LDL-C), เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล (HDL-C) และไตรกลีเซอไรด์ (TG) โดยถูกนำมาใช้เพื่อประเมินระดับไขมันในเลือดได้แม่นยำที่สุด การตรวจคัดกรองไขมันสามารถใช้ตัวอย่างเลือดทั้งขณะอดอาหารและไม่อดอาหารได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตรวจระดับ LDL-C ขณะอดอาหารในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
Dyslipidemia_Diagnostics
LDL-C
การตรวจวัดระดับ LDL-C เป็นวิธีหลักที่แนะนำในการคัดกรอง วินิจฉัย และจัดการภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยแนะนำให้วัด LDL-C โดยตรงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหลอดเลือด หรือมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขณะอดอาหารมากกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ มากกว่า 2.9 มิลลิโมลต่อลิตร หรือ การประมาณค่า LDL-C โดยใช้สมการ Friedewald ซึ่งใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ตรวจเลือดขณะอดอาหารเท่านั้น และค่าที่ได้จะไม่แม่นยำเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร) และไม่สามารถใช้ได้เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร)
HDL-C
ระดับ HDL-C มากกว่า 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 1.6 มิลลิโมลต่อลิตร) ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในทั้งเพศชายและหญิงโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ สำหรับผู้หญิง หากมีระดับ HDL-C ต่ำมาก (น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ น้อยกว่า 1.03 มิลลิโมลต่อลิตร) จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) และการเสียชีวิต แม้ว่าระดับ LDL-C และ/หรือไตรกลีเซอไรด์ จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือมีระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 5.2 มิลลิโมลต่อลิตร) ก็ตาม ผู้หญิงที่มี HDL-C ต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มี HDL-C สูง
HDL-C ถือเป็นตัวช่วยพิจารณาความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม, เบาหวาน, กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือโรคไตเรื้อรัง
Non-HDL-C (คำนวณจาก TC - HDL-C)
ในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง (200–500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ 2.3–5.6 มิลลิโมลต่อลิตร) เบาหวาน โรคอ้วน กลุ่มอาการเมแทบอลิก โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือสงสัยว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ควรตรวจวัดระดับ Non-HDL-C ซึ่งสามารถประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าการวัด LDL-C เพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ปานกลาง
Non-HDL-C แสดงถึง atherogenic burden ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอนุภาคจาก VLDL-C, IDL-C, LDL-C, chylomicron remnants และไลโพโปรตีน(a) [Lp(a)] จึงอาจพิจารณาเป็นเป้าหมายการรักษาเพิ่มเติมหลังจากที่บรรลุเป้าหมายของ LDL-C แล้ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่
Triglycerides
ระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride; TG) ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่าหรือเท่ากับ 1.7 มิลลิโมลต่อลิตร) อาจช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงของกลุ่มอาการดื้อต่ออินซูลิน การมีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่าหรือเท่ากับ 175 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรอย่างต่อเนื่อง อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น และระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดตับอ่อนอักเสบด้วย
Apolipoprotein B หรือ Apo B
เป้าหมายระดับ Apo B ควรน้อยกว่า 90 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 0.9 กรัมต่อลิตร) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน) และควรต่ำกว่า 80 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 0.8 กรัมต่อลิตร) สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือเบาหวานร่วมกับความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างน้อย 1 ปัจจัย
ระดับ Apo B ช่วยประเมินผลของการรักษาที่มุ่งลด LDL-C และอาจเป็นเป้าหมายการรักษาเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่ได้รับยากลุ่ม statin และสามารถควบคุม LDL-C ได้แล้ว
แนะนำให้ใช้ระดับ Apo B ในการประเมินความเสี่ยงในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือมีระดับ LDL-C ต่ำมาก นอกจากนี้ยังถือเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม โรคเบาหวาน กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือโรคไตเรื้อรัง
การวัดค่า Apo B หรืออัตราส่วน Apo B/Apo A1 ในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์ มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, HDL-C น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, เคยมีโรคหัวใจและหลอดเลือดชนิด ASCVD เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ/หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจช่วยกำหนดกลยุทธ์การรักษาที่เหมาะสมได้
ระดับ Apo B สะท้อนจำนวนอนุภาคของ LDL-C และถือว่าเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แม่นยำกว่าทั้งระดับ LDL-C และขนาดอนุภาคของ LDL-C การวัด Apo B-100 ยังช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของไขมันที่ก่อโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพราะอนุภาคที่ก่อโรคทั้งหมด (VLDL-C, IDL-C และ LDL-C) มีโมเลกุล Apo B-100 อยู่หนึ่งตัว
ไลโพโปรตีน(a) [Lipoprotein(a); Lp(a)]
Lipoprotein(a) เป็นอนุภาคของ LDL-C ที่มีหมู่โปรตีน Apo(a) ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) โดยผ่านกลไกที่ส่งเสริมการแข็งตัวของเลือดและการอักเสบ ดังนั้น จึงควรตรวจวัดระดับ Lp(a) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตเพื่อค้นหาผู้ที่มีระดับ Lp(a) สูงจากพันธุกรรม (มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 430 นาโนโมลต่อลิตร หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงตลอดชีวิตต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมาก นอกจากนี้ ควรพิจารณาตรวจ Lp(a) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดภายใน 10 ปี ซึ่งอยู่ใกล้เกณฑ์ระหว่างระดับความเสี่ยงปานกลางและสูง
การตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ
ระดับ C-reactive protein ที่มีความไวสูง (high-sensitivity) ตั้งแต่ 2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป และค่าดัชนีข้อเท้า-แขน (ankle-brachial index) ที่น้อยกว่า 0.9 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
การรักษาสาเหตุรองที่ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติจะสามารถช่วยให้ระดับไขมันในเลือดดีขึ้นได้ ในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ จำเป็นต้องวัดระดับไขมันในพลาสมา ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม (TC), HDL-C, non-HDL-C (คำนวณจาก TC - HDL-C) และไตรกลีเซอไรด์ (TG) ส่วน LDL-C สามารถคำนวณได้จากสูตร Friedewald:
- LDL-C (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) = TC - HDL-C - (TG x 0.2)
- หรือ LDL-C (มิลลิโมลต่อลิตร) = TC - HDL-C - (TG x 0.45)
ข้อควรพิจารณา
การคัดกรองและประเมินความเสี่ยงสามารถใช้ผลตรวจไขมันในเลือดขณะอดอาหารหรือไม่อดอาหารก็ได้ สำหรับผลตรวจไขมันที่ไม่ได้อดอาหารสามารถนำมาใช้เป็นระดับไขมันเริ่มต้นก่อนการรักษาด้วยยากลุ่ม statin ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
ในขณะที่ผลตรวจขณะอดอาหารจะแนะนำให้ใช้ในการประเมินเริ่มต้นสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร หรือมีภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม หรือเพื่อติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง การวัดระดับ TC และ HDL-C ให้ได้ผลแม่นยำ สามารถวัดในเวลาใดก็ได้ระหว่างวัน ในส่วนของการวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ อาหารที่รับประทานจะส่งผลให้ค่าไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (0.3 มิลลิโมลต่อลิตร) การดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ และการสูบบุหรี่ขณะอดอาหาร สำหรับค่า non-HDL-C สามารถคำนวณได้ตามปกติ แม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงอดอาหาร
สูตร Friedewald สามารถนำมาใช้เมื่อมีระดับไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร) และเป็นผลตรวจขณะอดอาหารเท่านั้น
หากผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร) ให้ใช้ค่า non-HDL-C มากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 3.37 มิลลิโมลต่อลิตร) เป็นเป้าหมายหลักของการรักษาแทน โดยอาจพิจารณาค่า non-HDL-C เป็นเป้าหมายรองในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง (CKD) หรือความเสี่ยงทางเมแทบอลิก หากไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร) ค่า non-HDL-C จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีกว่าในการประเมินปริมาณไขมันรวมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็ง
การวัดระดับคอเลสเตอรอลในพลาสมาจะมีค่าต่ำกว่าการวัดในซีรั่มประมาณร้อยละ 3 ซึ่งระดับคอเลสเตอรอลจะได้รับผลกระทบจากอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน (เช่น มีไข้, ผ่าตัด, โรคหลอดเลือดสมอง) และยาบางชนิด (เช่น beta-blockers, steroids, thiazides) ได้ นอกจากนี้หากสามารถทำได้ แนะนำให้ตรวจระดับไขมันภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เนื่องจากระดับไขมันมีความแปรปรวนตามธรรมชาติ จึงควรพิจารณาตรวจระดับไขมันมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ครั้งเพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง
การตรวจคัดกรองเพื่อประเมินภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia Screening Tests)
ไขมันในเลือด (Lipid Profile)
ไขมันในเลือด หมายถึง ไขมันในพลาสมา หรือซีรั่ม ซึ่งประกอบด้วย คอเลสเตอรอลรวม (TC), แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล (LDL-C), เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล (HDL-C) และไตรกลีเซอไรด์ (TG) โดยถูกนำมาใช้เพื่อประเมินระดับไขมันในเลือดได้แม่นยำที่สุด การตรวจคัดกรองไขมันสามารถใช้ตัวอย่างเลือดทั้งขณะอดอาหารและไม่อดอาหารได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตรวจระดับ LDL-C ขณะอดอาหารในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
Dyslipidemia_DiagnosticsLDL-C
การตรวจวัดระดับ LDL-C เป็นวิธีหลักที่แนะนำในการคัดกรอง วินิจฉัย และจัดการภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยแนะนำให้วัด LDL-C โดยตรงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหลอดเลือด หรือมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขณะอดอาหารมากกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ มากกว่า 2.9 มิลลิโมลต่อลิตร หรือ การประมาณค่า LDL-C โดยใช้สมการ Friedewald ซึ่งใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ตรวจเลือดขณะอดอาหารเท่านั้น และค่าที่ได้จะไม่แม่นยำเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร) และไม่สามารถใช้ได้เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 4.5 มิลลิโมลต่อลิตร)
HDL-C
ระดับ HDL-C มากกว่า 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่า 1.6 มิลลิโมลต่อลิตร) ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในทั้งเพศชายและหญิงโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ สำหรับผู้หญิง หากมีระดับ HDL-C ต่ำมาก (น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ น้อยกว่า 1.03 มิลลิโมลต่อลิตร) จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) และการเสียชีวิต แม้ว่าระดับ LDL-C และ/หรือไตรกลีเซอไรด์ จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือมีระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 5.2 มิลลิโมลต่อลิตร) ก็ตาม ผู้หญิงที่มี HDL-C ต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่มี HDL-C สูง
HDL-C ถือเป็นตัวช่วยพิจารณาความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม, เบาหวาน, กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือโรคไตเรื้อรัง
Non-HDL-C (คำนวณจาก TC - HDL-C)
ในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง (200–500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ 2.3–5.6 มิลลิโมลต่อลิตร) เบาหวาน โรคอ้วน กลุ่มอาการเมแทบอลิก โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือสงสัยว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ควรตรวจวัดระดับ Non-HDL-C ซึ่งสามารถประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าการวัด LDL-C เพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ปานกลาง
Non-HDL-C แสดงถึง atherogenic burden ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอนุภาคจาก VLDL-C, IDL-C, LDL-C, chylomicron remnants และไลโพโปรตีน(a) [Lp(a)] จึงอาจพิจารณาเป็นเป้าหมายการรักษาเพิ่มเติมหลังจากที่บรรลุเป้าหมายของ LDL-C แล้ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่
Triglycerides
ระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride; TG) ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มากกว่าหรือเท่ากับ 1.7 มิลลิโมลต่อลิตร) อาจช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงของกลุ่มอาการดื้อต่ออินซูลิน การมีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่าหรือเท่ากับ 175 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรอย่างต่อเนื่อง อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น และระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดตับอ่อนอักเสบด้วย
Apolipoprotein B หรือ Apo B
เป้าหมายระดับ Apo B ควรน้อยกว่า 90 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 0.9 กรัมต่อลิตร) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน) และควรต่ำกว่า 80 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (น้อยกว่า 0.8 กรัมต่อลิตร) สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือเบาหวานร่วมกับความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างน้อย 1 ปัจจัย
ระดับ Apo B ช่วยประเมินผลของการรักษาที่มุ่งลด LDL-C และอาจเป็นเป้าหมายการรักษาเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่ได้รับยากลุ่ม statin และสามารถควบคุม LDL-C ได้แล้ว
แนะนำให้ใช้ระดับ Apo B ในการประเมินความเสี่ยงในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือมีระดับ LDL-C ต่ำมาก นอกจากนี้ยังถือเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดผสม โรคเบาหวาน กลุ่มอาการเมแทบอลิก หรือโรคไตเรื้อรัง
การวัดค่า Apo B หรืออัตราส่วน Apo B/Apo A1 ในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์ มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, HDL-C น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, เคยมีโรคหัวใจและหลอดเลือดชนิด ASCVD เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ/หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจช่วยกำหนดกลยุทธ์การรักษาที่เหมาะสมได้
ระดับ Apo B สะท้อนจำนวนอนุภาคของ LDL-C และถือว่าเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แม่นยำกว่าทั้งระดับ LDL-C และขนาดอนุภาคของ LDL-C การวัด Apo B-100 ยังช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของไขมันที่ก่อโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพราะอนุภาคที่ก่อโรคทั้งหมด (VLDL-C, IDL-C และ LDL-C) มีโมเลกุล Apo B-100 อยู่หนึ่งตัว
ไลโพโปรตีน(a) [Lipoprotein(a); Lp(a)]
Lipoprotein(a) เป็นอนุภาคของ LDL-C ที่มีหมู่โปรตีน Apo(a) ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) โดยผ่านกลไกที่ส่งเสริมการแข็งตัวของเลือดและการอักเสบ ดังนั้น จึงควรตรวจวัดระดับ Lp(a) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตเพื่อค้นหาผู้ที่มีระดับ Lp(a) สูงจากพันธุกรรม (มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 430 นาโนโมลต่อลิตร หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงตลอดชีวิตต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมาก นอกจากนี้ ควรพิจารณาตรวจ Lp(a) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดภายใน 10 ปี ซึ่งอยู่ใกล้เกณฑ์ระหว่างระดับความเสี่ยงปานกลางและสูง
การตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ
ระดับ C-reactive protein ที่มีความไวสูง (high-sensitivity) ตั้งแต่ 2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป และค่าดัชนีข้อเท้า-แขน (ankle-brachial index) ที่น้อยกว่า 0.9 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
