อาการแสดงทางคลินิก
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอาจมีอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการออกกำลังกายที่ลดลงและการคั่งของของเหลว
ความสามารถในการออกกำลังกายที่ลดลงอาจแสดงออกมาในรูปแบบของอาการหายใจลำบากและ/หรืออ่อนเพลียที่เกิดขึ้นในขณะพักหรือระหว่างการออกกำลังกาย
โดยผู้ป่วยอาจไม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้เนื่องจากอาการจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่อาจพบการคั่งของของเหลวได้ชัดหากผู้ป่วยมีอาการขาบวมหรือท้องบวมเป็นอาการหลัก
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ หรืออาการเข้ากันได้กับโรคหัวใจหรือโรคอื่น ๆ และอาจตรวจพบภาวะหัวใจโตหรือหัวใจทำงานผิดปกติได้ในขณะประเมินโรคอื่นที่ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลว
การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด การระบุสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง และการตรวจวินิจฉัยโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ เพื่อให้สามารถระบุโรคหรือภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะทางได้
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ หรืออาการเข้ากันได้กับโรคหัวใจหรือโรคอื่น ๆ และอาจตรวจพบภาวะหัวใจโตหรือหัวใจทำงานผิดปกติได้ในขณะประเมินโรคอื่นที่ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลว
การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด การระบุสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง และการตรวจวินิจฉัยโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ เพื่อให้สามารถระบุโรคหรือภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะทางได้
การซักประวัติ
อาการต่าง
ๆ ของภาวะหัวใจล้มเหลวมักมีลักษณะไม่เฉพาะเจาะจงและไม่สามารถแยกระหว่างภาวะหัวใจล้มเหลวกับโรคอื่น
ๆ ได้
อาการของภาวะหัวใจล้มเหลวที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ได้แก่ อาการหายใจลำบากขณะพักหรือเมื่อออกแรง หรือหายใจไม่ทัน อาการตื่นมาหอบเหนื่อยในเวลากลางคืน (paroxysmal nocturnal dyspnea) อาการหายใจลำบากเมื่อนอนราบ (orthopnea) ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง อ่อนเพลีย หรือใช้เวลาฟื้นตัวหลังออกกำลังกายนานขึ้น ตัวบวม หรือข้อเท้าบวม
อาการที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่ อาการไอตอนกลางคืน หายใจมีเสียงหวีด ใจสั่น เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบากเมื่องอตัว (bendopnea) รู้สึกแน่นท้อง เบื่ออาหาร สับสน (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ) ซึมเศร้า และเป็นลมหรือหมดสติ
ในระหว่างการซักประวัติผู้ป่วย จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงโดยเฉพาะในด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด และการไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ควรตรวจสอบประวัติการรักษาของผู้ป่วยเพื่อหาสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ของภาวะหัวใจล้มเหลว และการมีโรคร่วมต่าง ๆ เช่น CAD หรือความดันโลหิตสูง การผ่าตัดหัวใจในอดีต โรคปอดเรื้อรัง ตับวายเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง การติดเชื้อโควิด 19 การคัดกรองโรคร่วมทั้งที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะช่วยบรรเทาอาการและมีการพยากรณ์โรคที่ดีขึ้นได้ และควรบันทึกประวัติการใช้ยา ประวัติการรักษาทั้งแบบมาตรฐานหรือแบบทางเลือก รวมถึงการรับเคมีบำบัด (เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะ การได้รับรังสีหรือยาที่เป็นพิษต่อหัวใจ)
ควรสอบถามประวัติครอบครัวเพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (ควรตรวจสอบประวัติครอบครัวอย่างน้อย 3 รุ่น) โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบนำไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจเต้นเร็ว
อาการของภาวะหัวใจล้มเหลวที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ได้แก่ อาการหายใจลำบากขณะพักหรือเมื่อออกแรง หรือหายใจไม่ทัน อาการตื่นมาหอบเหนื่อยในเวลากลางคืน (paroxysmal nocturnal dyspnea) อาการหายใจลำบากเมื่อนอนราบ (orthopnea) ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง อ่อนเพลีย หรือใช้เวลาฟื้นตัวหลังออกกำลังกายนานขึ้น ตัวบวม หรือข้อเท้าบวม
อาการที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่ อาการไอตอนกลางคืน หายใจมีเสียงหวีด ใจสั่น เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบากเมื่องอตัว (bendopnea) รู้สึกแน่นท้อง เบื่ออาหาร สับสน (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ) ซึมเศร้า และเป็นลมหรือหมดสติ
ในระหว่างการซักประวัติผู้ป่วย จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงโดยเฉพาะในด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด และการไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ควรตรวจสอบประวัติการรักษาของผู้ป่วยเพื่อหาสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ของภาวะหัวใจล้มเหลว และการมีโรคร่วมต่าง ๆ เช่น CAD หรือความดันโลหิตสูง การผ่าตัดหัวใจในอดีต โรคปอดเรื้อรัง ตับวายเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง การติดเชื้อโควิด 19 การคัดกรองโรคร่วมทั้งที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะช่วยบรรเทาอาการและมีการพยากรณ์โรคที่ดีขึ้นได้ และควรบันทึกประวัติการใช้ยา ประวัติการรักษาทั้งแบบมาตรฐานหรือแบบทางเลือก รวมถึงการรับเคมีบำบัด (เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะ การได้รับรังสีหรือยาที่เป็นพิษต่อหัวใจ)
ควรสอบถามประวัติครอบครัวเพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (ควรตรวจสอบประวัติครอบครัวอย่างน้อย 3 รุ่น) โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบนำไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจเต้นเร็ว
การตรวจร่างกาย
อาการแสดงที่จำเพาะกับภาวะหัวใจล้มเหลว
ได้แก่ การมีเสียงหัวใจแบบ S3 gallop, พบ laterally
displaced or prominent apical impulse มีความดันในหลอดเลือดดำที่คอ
(JVP) สูง และการมี hepatojugular reflux
อาการแสดงที่จำเพาะกับภาวะหัวใจล้มเหลวน้อยลงมา ได้แก่ การมีชีพจรไม่สม่ำเสมอ, หัวใจเต้นเร็วร่วมกับการพบ pulsus alternans, มี narrow pulse pressure, มีเสียง murmur หรือ S4 gallop, มีเสียง rales หรือ crepitations ในปอด, ได้ยินเสียงลมเข้าปอดลดลงหรือเคาะบริเวณฐานปอดแล้วเสียงทึบ, หายใจเร็วผิดปกติหรือหายใจลำบากเมื่อนอนราบ, น้ำหนักเพิ่ม (มากกว่า 2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์), น้ำหนักลด (ในภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง), หรือมีปัสสาวะออกน้อย (oliguria)
พบสัญญาณอื่น ๆ เช่น ตับโต, มีน้ำคั่งในช่องท้อง, บวมบริเวณปลายมือปลายเท้าหรือน่องสองข้าง, มือเย็นเท้าเย็น หรือภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก
การประเมินปริมาณของเหลวในร่างกาย
การประเมินปริมาณของเหลวในร่างกายของผู้ป่วยจะช่วยบ่งชี้แนวทางการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ โดยต้องตรวจประเมินระดับโซเดียมในร่างกายว่ามีมากหรือน้อยเกินไป เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความทนต่อยาที่ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ในแต่ละครั้งที่นัดพบผู้ป่วย ควรมีการบันทึกน้ำหนักตัว สัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิต (ทั้งในขณะนั่งและขณะยืน) และบันทึกความผิดปกติทางกายอื่น ๆ ที่พบ เช่น มีการคั่งของของเหลวที่เห็นได้ชัดในทางคลินิก
อาการแสดงที่จำเพาะกับภาวะหัวใจล้มเหลวน้อยลงมา ได้แก่ การมีชีพจรไม่สม่ำเสมอ, หัวใจเต้นเร็วร่วมกับการพบ pulsus alternans, มี narrow pulse pressure, มีเสียง murmur หรือ S4 gallop, มีเสียง rales หรือ crepitations ในปอด, ได้ยินเสียงลมเข้าปอดลดลงหรือเคาะบริเวณฐานปอดแล้วเสียงทึบ, หายใจเร็วผิดปกติหรือหายใจลำบากเมื่อนอนราบ, น้ำหนักเพิ่ม (มากกว่า 2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์), น้ำหนักลด (ในภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง), หรือมีปัสสาวะออกน้อย (oliguria)
พบสัญญาณอื่น ๆ เช่น ตับโต, มีน้ำคั่งในช่องท้อง, บวมบริเวณปลายมือปลายเท้าหรือน่องสองข้าง, มือเย็นเท้าเย็น หรือภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก
การประเมินปริมาณของเหลวในร่างกาย
การประเมินปริมาณของเหลวในร่างกายของผู้ป่วยจะช่วยบ่งชี้แนวทางการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ โดยต้องตรวจประเมินระดับโซเดียมในร่างกายว่ามีมากหรือน้อยเกินไป เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความทนต่อยาที่ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ในแต่ละครั้งที่นัดพบผู้ป่วย ควรมีการบันทึกน้ำหนักตัว สัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิต (ทั้งในขณะนั่งและขณะยืน) และบันทึกความผิดปกติทางกายอื่น ๆ ที่พบ เช่น มีการคั่งของของเหลวที่เห็นได้ชัดในทางคลินิก
การวินิจฉัยหรือการวินิจฉัยแยกโรค
การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ตรวจสอบและระบุสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
รวมถึงการตรวจวินิจฉัยโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
เพื่อระบุโรคที่ต้องการการจัดการแบบเฉพาะทาง
เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวตาม Framingham criteria
ภาวะหัวใจล้มเหลวจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ข้อหลัก หรือ 1 ข้อหลักร่วมกับ 2 ข้อรอง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ข้อหลัก ได้แก่ หลอดเลือดดำบริเวณคอโป่ง, หายใจลำบากเมื่อนอนราบ, มีเสียง rales, ภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน, หัวใจโต, มีเสียง S3 gallop และการมี hepatojugular reflux
ข้อรอง ได้แก่ อาการไอในเวลากลางคืน, หายใจลำบากเมื่อออกแรง, มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, อัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที, ตับโต และข้อเท้าบวม
คะแนน H2FPEF
เนื่องจากยังไม่มีการทดสอบที่สามารถวินิจฉัย HFpEF ได้อย่างชัดเจน จึงอาจใช้การประเมินเป็นระดับคะแนนมาเพื่อช่วยวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น HFpEF โดยคะแนนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 6 แสดงถึงความน่าจะเป็นสูงที่จะวินิจฉัยว่าเป็น HFpEF โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวตาม Framingham criteria
ภาวะหัวใจล้มเหลวจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ข้อหลัก หรือ 1 ข้อหลักร่วมกับ 2 ข้อรอง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ข้อหลัก ได้แก่ หลอดเลือดดำบริเวณคอโป่ง, หายใจลำบากเมื่อนอนราบ, มีเสียง rales, ภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน, หัวใจโต, มีเสียง S3 gallop และการมี hepatojugular reflux
ข้อรอง ได้แก่ อาการไอในเวลากลางคืน, หายใจลำบากเมื่อออกแรง, มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, อัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที, ตับโต และข้อเท้าบวม
คะแนน H2FPEF
เนื่องจากยังไม่มีการทดสอบที่สามารถวินิจฉัย HFpEF ได้อย่างชัดเจน จึงอาจใช้การประเมินเป็นระดับคะแนนมาเพื่อช่วยวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น HFpEF โดยคะแนนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 6 แสดงถึงความน่าจะเป็นสูงที่จะวินิจฉัยว่าเป็น HFpEF โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- Heavy หรือมีน้ำหนักเกิน (ดัชนีมวลกาย >30 kg/m2) (2 คะแนน)
- Hypertension หรือมีความดันโลหิตสูง (ใช้ยาลดความดัน ≥2 ชนิด) (1 คะแนน)
- Atrial fibrillation หรือมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (3 คะแนน)
- Pulmonary hypertension หรือความดันหลอดเลือดที่ปอดสูง (ค่า pulmonary artery systolic pressure >35 mmHg จาก Doppler echocardiography) (1 คะแนน)
- Elder หรือมีอายุมากกว่า 60 ปี (1 คะแนน)
- Filling pressures หรือความดันในการเติมเลือดเข้าหัวใจ (ค่า E/e’ >9 จาก Doppler echocardiography) (1 คะแนน)
