Influenza โรคไข้หวัดใหญ่ Diagnostics

Last updated: 11 May 2026

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

การตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจมีความเหมาะสมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ความไวของการตรวจแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการที่ทำการตรวจ ชนิดของสิ่งส่งตรวจ และวิธีการตรวจที่ใช้

ผู้ที่ควรพิจารณาตรวจหาเชื้อในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่ ได้แก่:
  • ผู้ป่วยนอกที่มีภูมิคุ้มกันปกติทุกช่วงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ (เช่น ปอดอักเสบ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต) และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับไข้เฉียบพลันภายใน 5 วันนับจากเริ่มมีอาการ
  • ผู้ป่วยนอกที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องทุกช่วงอายุ ซึ่งมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับไข้ โดยไม่จำกัดระยะเวลานับจากเริ่มมีอาการ
  • ผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ (ทั้งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ที่มีไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปอดอักเสบจากการติดเชื้อในชุมชน (community-acquired pneumonia, CAP) โดยไม่จำกัดระยะเวลานับจากเริ่มมีอาการ
  • ผู้สูงอายุและทารกที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) หรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไม่จำกัดระยะเวลานับจากเริ่มมีอาการ
  • เด็กที่มีไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจและมารับการประเมินทางการแพทย์แบบผู้ป่วยนอก หากผลการตรวจมีผลต่อการตัดสินใจในการจัดการและการรักษา
  • บุคคลทุกช่วงอายุที่มีไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นภายหลังออกจากโรงพยาบาลไม่นาน โดยไม่จำกัดระยะเวลานับจากเริ่มมีอาการ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติและมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับไข้เฉียบพลัน แต่ไม่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ อาจพิจารณาตรวจเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการเฝ้าระวังการระบาดของโรคในพื้นที่
ผู้ที่ควรได้รับการตรวจหาเชื้อได้ตลอดทั้งปี ได้แก่:
  • บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้พักอาศัยหรือผู้มาเยือนในสถานดูแลหรือสถาบันที่กำลังเกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับไข้ภายใน 5 วันนับจากเริ่มมีอาการ
  • ผู้ที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (เช่น สมาชิกในครอบครัวและผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่อาจมีการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ผู้เข้าร่วมงานชุมนุมขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ และผู้โดยสารเรือสำราญ) และมีอาการภายใน 5 วันนับจากเริ่มมีอาการ
การตรวจคัดกรองด้วย immunofluorescence สามารถทำได้ทั้งการย้อมด้วยแอนติบอดีเรืองแสงโดยตรง (direct fluorescent antibody staining, DFA) หรือการย้อมด้วยแอนติบอดีเรืองแสงโดยอ้อม (indirect fluorescent antibody staining, IFA) เพื่อ ตรวจหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยสามารถทราบผลได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังส่งสิ่งส่งตรวจ การตรวจด้วย immunofluorescence มีความไวและความจำเพาะต่ำกว่าการเพาะเชื้อไวรัสเล็กน้อย และผลการตรวจขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของห้องปฏิบัติการและคุณภาพของสิ่งส่งตรวจที่เก็บมาเป็นอย่างมาก (กล่าวคือ สิ่งส่งตรวจต้องมีเซลล์เยื่อบุผิวทางเดินหายใจ)

การตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่แบบรวดเร็ว (rapid influenza diagnostic tests) เป็นชุดตรวจที่สามารถใช้ ณ จุดให้บริการ (office-based test kits) สำหรับตรวจหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A และ B สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A และ B ได้ภายใน 10–20 นาที และอาจช่วยในการจัดการและรักษาผู้ป่วย รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับการควบคุมการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ความไวที่ค่อนข้างต่ำของการตรวจจากตัวอย่างที่เก็บจากจมูกและลำคอจำกัดการนำไปใช้ในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่ในชุมชน หากผลตรวจเป็นลบ อาจพิจารณาตรวจด้วยการเพาะเชื้อไวรัสหรือ reverse transcriptase-polymerase chain reaction (RT-PCR) เพิ่มเติม

การตรวจ reverse transcriptase-polymerase chain reaction (RT-PCR) ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิง (gold standard) สำหรับการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูงในการตรวจหาและจำแนกชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่จากสิ่งส่งตรวจทางระบบทางเดินหายใจ และเป็นการตรวจที่แนะนำสำหรับสิ่งส่งตรวจจากผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ที่อาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างแพร่หลายสำหรับการใช้งานทางคลินิกและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ ผลตรวจ RT-PCR ที่เป็นบวกไม่สามารถตัดการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ออกได้ และในทางกลับกัน การตรวจพบ SARS-CoV-2 ก็ไม่สามารถตัดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ออกได้เช่นกัน จึงแนะนำให้ตรวจหาสารพันธุกรรมของ SARS-CoV-2 โดยเฉพาะเมื่อมีความสงสัยต่อ COVID-19 สูง (เช่น มีการแพร่ระบาดของ SARS-CoV-2 ในชุมชนสูง หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย COVID-19 เมื่อไม่นานมานี้)

การเพาะเชื้อไวรัสเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่เหมาะสำหรับใช้ในการวินิจฉัยในทางปฏิบัติ เนื่องจากควรเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ ขณะที่การเพาะเชื้อไวรัสต้องใช้เวลา 2–10 วันจึงจะทราบผล และอาจมีค่าใช้จ่ายสูง การตรวจนี้มีประโยชน์ในการติดตามการดื้อยาต้านไวรัส การระบุสายพันธุ์ไวรัสที่อาจก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และการพัฒนาวัคซีนสำหรับปีถัดไป

ไข้หวัดนก

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ ควรเก็บสิ่งส่งตรวจจากการป้ายบริเวณคอและจมูก โดยควรเก็บสิ่งส่งตรวจก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส หากเป็นผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ควรเก็บสิ่งส่งตรวจจากคอ โพรงจมูก น้ำล้างจากหลอดลมและถุงลม (bronchoalveolar lavage) และสารคัดหลั่งจากท่อช่วยหายใจ (endotracheal aspirates)

การตรวจ RT-PCR แบบ conventional และ real-time เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส H5N1 และ H7N9 โดยใช้สิ่งส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจ สามารถทราบผลได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง

การตรวจด้วย immunofluorescence เป็นวิธีที่รวดเร็วและมีความไวในการตรวจหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดนกโดยตรงในตัวอย่างทางคลินิก ผลการย้อมด้วย immunofluorescence ที่จำเพาะจะมีลักษณะเป็นสารเรืองแสงสีเขียวแอปเปิลที่เข้มข้นภายในเซลล์ การตรวจนี้มีความไว 70–100% และความจำเพาะ 80–100% และเป็นวิธีที่เลือกใช้เมื่อจำเป็นต้องทราบผลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถทราบผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง

การตรวจ hemagglutination inhibition (HAI) ใช้ตรวจหาและจำแนกแอนติบอดีต่อไวรัสไข้หวัดนกในผู้ป่วย เมื่อมีแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดนกมาตรฐานสำหรับใช้เป็นวัสดุอ้างอิง โดยถือว่าผลตรวจเป็นบวกเมื่อระดับแอนติบอดีต่อ H5 เพิ่มขึ้น 4 เท่า สามารถทราบผลได้ภายในประมาณ 2–3 วัน

การตรวจ microneutralization เป็นการตรวจที่มีความไวและความจำเพาะสูงสำหรับตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อไวรัสไข้หวัดนก A (H5N1) ในซีรัมของมนุษย์ และอาจใช้ตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยถือว่าผลตรวจเป็นบวกเมื่อระดับแอนติบอดีต่อ H5 เพิ่มขึ้น 4 เท่า สามารถทราบผลได้ภายในประมาณ 3 วัน

การตรวจหาแอนติเจนของไวรัสแบบรวดเร็วได้รับการออกแบบให้สามารถตรวจได้ในภาคสนาม ณ จุดให้บริการผู้ป่วย หรือข้างเตียงผู้ป่วย โดยบุคลากรที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านห้องปฏิบัติการ การตรวจหาเชื้อทำโดยตรงจากเซลล์ที่ติดเชื้อซึ่งหลุดออกมากับสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย การตรวจใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม มีความไวจำกัดในการตรวจหาไข้หวัดนกในผู้ป่วยมนุษย์ และไม่แนะนำให้ใช้เป็นการตรวจหาไวรัสไข้หวัดนกเป็นประจำ

การเพาะเชื้อไวรัสเป็นวิธีมาตรฐานอ้างอิงสำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก โดยมีความไวและความจำเพาะ 100% ควรดำเนินการเฉพาะในห้องปฏิบัติการที่ได้รับอนุญาตและมีระดับความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 แบบ enhanced (biosafety level 3 enhanced) โดยบุคลากรที่มีประสบการณ์และสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม ผลตรวจที่เป็นบวกสามารถทราบได้ภายในไม่กี่วัน ขณะที่ผลตรวจที่เป็นลบใช้เวลาประมาณ 10–14 วัน

WHO แนะนำให้ห้องปฏิบัติการที่ไม่มีศักยภาพในการตรวจวินิจฉัยไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ส่งสิ่งส่งตรวจที่เป็นตัวแทนจากผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A ไปยังหนึ่งในศูนย์ความร่วมมือของ WHO ด้านไข้หวัดใหญ่ (WHO Collaborating Centers for Influenza)