การซักประวัติ
การบันทึกประวัติข้อมูลการนอน ได้แก่ สุขนิสัยการนอนหลับ สภาพแวดล้อมการนอน ตารางงาน และปัจจัยนาฬิกาชีวภาพ โดยการบันทึกนี้ควรระบุเวลาเริ่มต้น ระยะเวลา ความถี่ ความรุนแรง ลักษณะการดำเนินโรค และปัจจัยที่ทำให้อาการคงอยู่ ควรสอบถามการรักษาในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษา นอกจากนี้ควรคัดกรองอาการนอนไม่หลับด้วยอาการทางกายที่รบกวนการนอน เช่น อาการปวด ปัสสาวะตอนกลางคืน อาการหายใจลำบาก คัน อาการชา แสบร้อนกลางอก กระสับกระส่าย หรือความรู้สึกไม่สบายตัว นอกจากนี้ ต้องประเมินโรคทางกาย/จิตเวชที่พบร่วม และการใช้ยาหรือสารที่เกี่ยวข้อง สำหรับเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่ แบบสอบถามผู้ป่วยประเมินตนเอง บันทึกการนอน (sleep log) รายการตรวจสอบอาการ (symptoms checklists) แบบทดสอบคัดกรองจิตเวช และการสัมภาษณ์คู่นอน ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะนำมาสู่การวินิจฉัยที่เหมาะสมต่อไป
การให้ผู้ป่วยบันทึกสมุดบันทึกการนอน (sleep diary) และ/หรือใช้แบบสอบถาม เช่น แบบวัดความรุนแรงโรคนอนไม่หลับ (Insomnia Severity Index: ISI) แบบประเมินคุณภาพการนอน Pittsburgh (Pittsburgh Sleep Quality Index: PSQI) หรือ แบบสอบถามลักษณะนิสัยการตื่น-นอน (Morningness- Eveningness Questionnaire: MEQ) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค โดยที่ ISI คือแบบประเมินตนเองเพื่อวัดความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับ ซึ่งมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือในการค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ ในขณะที่ PSQI จะใช้ในการประเมินคุณภาพการนอนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และแบบคัดกรอง MEQ จะใช้สำหรับประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาชีวภาพ
การให้ผู้ป่วยบันทึกสมุดบันทึกการนอน (sleep diary) และ/หรือใช้แบบสอบถาม เช่น แบบวัดความรุนแรงโรคนอนไม่หลับ (Insomnia Severity Index: ISI) แบบประเมินคุณภาพการนอน Pittsburgh (Pittsburgh Sleep Quality Index: PSQI) หรือ แบบสอบถามลักษณะนิสัยการตื่น-นอน (Morningness- Eveningness Questionnaire: MEQ) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค โดยที่ ISI คือแบบประเมินตนเองเพื่อวัดความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับ ซึ่งมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือในการค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ ในขณะที่ PSQI จะใช้ในการประเมินคุณภาพการนอนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และแบบคัดกรอง MEQ จะใช้สำหรับประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาชีวภาพ
การวินิจฉัยและเกณฑ์การวินิจฉัย
สำหรับการวินิจฉัยอาการนอนไม่หลับ ทำได้โดยการซักประวัติทางคลินิกอย่างครอบคลุม และการตรวจร่างกายเพื่อประเมินการทำงานของการตื่นและหลับของผู้ป่วยแต่ละราย
ตามเกณฑ์ DSM-5-TR การวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับทำได้เมื่อเมื่อผู้ป่วยกล่าวถึงความไม่พึงพอใจต่อปริมาณการนอน หรือคุณภาพของการนอนหลับ ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ≥1 ข้อ:
นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับ อาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการนอน โรคทางกายอื่น หรือความผิดปกติของการนอนในลักษณะอื่น ๆ ได้
ลักษณะเฉพาะของโรคนอนไม่หลับ สามารถแบ่งประเภทออกได้เป็น:
ตามเกณฑ์ DSM-5-TR การวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับทำได้เมื่อเมื่อผู้ป่วยกล่าวถึงความไม่พึงพอใจต่อปริมาณการนอน หรือคุณภาพของการนอนหลับ ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ≥1 ข้อ:
- มีปัญหาในการเริ่มนอน (สำหรับในเด็กจะพบปัญหาการนอนหลับ โดยที่ไม่มีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือ)
- มีปัญหาในการคงสภาพของการนอนหลับ โดยมักพบการตื่นบ่อยหรือพบปัญหาจากการกลับไปนอนหลังตื่น (ในเด็กจะพบปัญหาในการกลับไปนอน โดยที่ไม่มีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือ)
- ตื่นเช้าและไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้
- การนอนหลับที่ก่อให้เกิดความไม่สบายหรือบกพร่องในการทำงานสำคัญ (เช่น ด้านการเข้าสังคม การทำงาน การเรียน และ/หรือพฤติกรรม)
- เกิดขึ้น ≥3 คืน/สัปดาห์
- มีระยะเวลานาน ≥3 เดือน
- เกิดขึ้นทั้งที่มีโอกาสนอนเพียงพอ
นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับ อาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชที่ไม่เกี่ยวข้องกับการนอน โรคทางกายอื่น หรือความผิดปกติของการนอนในลักษณะอื่น ๆ ได้
ลักษณะเฉพาะของโรคนอนไม่หลับ สามารถแบ่งประเภทออกได้เป็น:
- นอนไม่หลับเป็นช่วง (Episodic): อาการเกิดนาน ≥1 เดือน แต่ <3 เดือน
- นอนไม่หลับต่อเนื่อง (Persistent): อาการเกิดนาน ≥3 เดือน
- นอนไม่หลับแบบกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrent): มีอาการ ≥2 ครั้ง ในช่วง ≥3 เดือน
การตรวจคัดกรอง
การตรวจ polysomnography สามารถใช้ในกรณีดังนี้:
Insomnia_Diagnostics
- ประเมินความผิดปกติอื่นที่ทำให้สงสัยภาวะนอนไม่หลับ (เช่น ภาวะขากระตุกเป็นระยะ)
- อาการนอนไม่หลับชนิดที่ดื้อต่อการรักษา
- กลุ่มวิชาชีพหรืออาชีพที่มีความเสี่ยงสูง
- เมื่อสงสัยการรับรู้สถานการณ์นอน ที่คลาดเคลื่อนไป
Insomnia_Diagnostics