Insomnia โรคนอนไม่หลับ Management

Last updated: 13 February 2026

การประเมินอาการ

โรคและภาวะทางกายที่พบร่วมบ่อย 
  • ระบบประสาท: โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน ภาวะสมองเสื่อม โรคลมชัก โรคปวดศีรษะ การบาดเจ็บที่สมอง โรคปวดเรื้อรัง โรคปลายประสาทอักเสบ โรคทางกล้ามเนื้อและระบบประสาท 
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลว 
  • ระบบทางเดินหายใจ: โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease: COPD) โรคถุงลมโป่งพอง โรคหืด ภาวะกล่องเสียงหดเกร็ง 
  • ระบบทางเดินอาหาร: โรคกรดไหลย้อน โรคแผลในกระเพาะอาหาร นิ่วในถุงน้ำดี โรคลำไส้อักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome: IBS) 
  • ระบบทางเดินปัสสาวะและสืบพันธุ์: ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ต่อมลูกหมากโต ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
  • ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะไทรอยด์สูง ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคเบาหวาน 
  • ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก: โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อม fibromyalgia, Sjogren syndrome, โรคหลังค่อม (kyphosis) 
  • ระบบสืบพันธุ์: การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน ความแปรปรวนของรอบประจำเดือน 
  • ความผิดปกติของการนอน: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA), central sleep apnea, กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ภาวะขากระตุกเป็นระยะ ความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพ ภาวะผิดปกติขณะหลับหรือนอนละเมอ 
    • สำหรับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น: คัดกรองด้วยแบบสอบถาม STOP-Bang ได้แก่ นอนกรน (snoring) อ่อนเพลียช่วงกลางวัน (tiredness) พบช่วงหยุดหายใจ (observed apnea) ความดันโลหิตสูง มีดัชนีมวลกาย (BMI) >30 kg/m2 อายุ >50 ปี เส้นรอบคอ >40 เซนติเมตร และเป็นเพศชาย 

โรคทางจิตเวชที่พบร่วมบ่อย  

  • โรคอารมณ์: โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (major depressive disorder, MDD), โรคไบโพลาร์หรืออารมณ์สองขั้ว 
  • โรควิตกกังวล: โรควิตกกังวลทั่วไป โรคแพนิค โรคเครียดหลังเหตุการณ์ร้ายแรง โรคย้ำคิดย้ำทำ 
  • โรคจิตเภท: โรคจิตเภท โรคจิตเภทแบบอารมณ์แปรปรวน 
  • ภาวะความจำบกพร่อง: โรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อมอื่น ๆ 
ยาหรือสารที่อาจกระตุ้นให้นอนไม่หลับ 
  • ยาต้านเศร้า: fluoxetine, paroxetine, sertraline, venlafaxine, duloxetine, monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) 
  • ยาหรือสารกระตุ้น: caffeine, methylphenidate, amphetamine derivatives, ephedrine และอนุพันธ์, cocaine 
  • ยาลดอาการคัดจมูก: pseudoephedrine, phenylephrine, phenylpropanolamine 
  • ยาแก้ปวด opioids: oxycodone, codeine 
  • ยาในระบบหัวใจและหลอดเลือด: beta-blockers, alpha-receptor agonists และ antagonists, ยาลดไขมันในเลือด 
  • ยาระบบทางเดินหายใจ: theophylline, albuterol 
  • แอลกอฮอล์ 
  • สเตียรอยด์  

หลักการรักษา

ในการรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีภาวะเจ็บป่วยร่วม ต้องใช้การพิจารณาทางคลินิก (clinical judgement) เพื่อตัดสินใจว่าจะรักษาอาการนอนไม่หลับหรือภาวะเจ็บป่วยร่วมก่อนเป็นลำดับแรก หรือให้การรักษาพร้อมกันไป การเลือกยาควรพิจารณาจากประเภทของอาการนอนไม่หลับและภาวะเจ็บป่วยร่วมที่มีอยู่ สำหรับโรคทางจิตเวช แนะนำให้รักษาอาการนอนไม่หลับควบคู่กัน เพื่อเร่งการฟื้นตัวและเพิ่มโอกาสการตอบสนองแบบต่อเนื่อง (sustained response) ส่วนความผิดปกติของการนอนอื่น ๆ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น และกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงของอาการนอนไม่หลับ หากไม่ได้ทำการรักษาความผิดปกติจากที่เกิดจากสาเหตุอย่างเฉพาะเจาะจง ผู้ป่วยดังกล่าวมักมีแนวโน้มว่าอาการจะไม่ดีขึ้น ส่วนอาการนอนไม่หลับจากการปัสสาวะตอนกลางคืน ความปวด หรือหายใจลำบากมักไม่ดีขึ้น หากไม่รักษาโรคทางกายร่วมด้วย  

เป้าหมายหลักของการรักษาคือปรับปรุงคุณภาพของการนอน และปริมาณการนอน รวมทั้งลดความบกพร่องในการทำกิจกรรมตอนกลางวันที่เกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับ 

ผลระหว่างการรักษา สามารถวัดได้โดยใช้สมุดบันทึกการนอน (sleep log) และแบบสอบถามเฉพาะเพื่อบ่งบอกผลลัพธ์ที่ต้องการจากการรักษา ดังนี้: 
  • เวลาเริ่มนอนหลับ (sleep onset latency): นับระยะเวลาจากเข้านอน จนกระทั่งหลับ 
  • ระยะเวลาการนอนทั้งหมด (total sleep duration) 
  • จำนวนครั้งที่ตื่นกลางดึก (number of nighttime awakenings) 
  • ประสิทธิภาพการนอน (sleep efficiency) 
  • ความพึงพอใจ (satisfaction) 
  • ความสามารถในการใช้ชีวิต/ทำงานช่วงกลางวัน (daytime functioning) 
  • ระยะเวลารวมที่ตื่นกลางดึก (wake time after sleep onset) 
  • การที่ผู้ป่วยสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเตียงกับการนอนได้ 
  • แบบวัดความรุนแรงโรคนอนไม่หลับ (ISI) อาจใช้ในการติดตามผลการรักษา 

การรักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาเป็นเพียงการเสริมการรักษาโดยการไม่ใช้ยา โดยการใช้ยานั้นควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพและไม่เกินขนาดยาสูงสุด แผนการใช้ยาต้องปรับให้เหมาะกับผู้ป่วย อาจใช้ระยะสั้นหรือยาวก็ได้แต่ควรใช้เป็นช่วง ๆ (intermittent) การใช้ยานั้นควรนำมาพิจารณาเมื่อการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy) ไม่ได้ผลเพียงพอ หรือไม่สามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าว หรือผู้ป่วยไม่มีความร่วมมือ ส่วนสุขอนามัยการนอนที่ดีก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการรักษาเช่นกัน ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาช่วยนอนหลับทุกคืนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ ต้องทำการนัดติดตามผลเป็นระยะเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา และภาวะติดยา (ทั้งทางจิตใจและร่างกาย) รวมถึงประเมินความจำเป็นในการใช้ยาต่อไป 

Insomnia_ManagementInsomnia_Management


Benzodiazepines 

Benzodiazepines เป็นยาที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับ ซึ่งอาจใช้เป็น adjunctive therapy ร่วมกับการบำบัดพฤติกรรม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับระยะสั้น ช่วยลดเวลาเริ่มนอนหลับ และเพิ่มระยะเวลาช่วงเคลิ้มหลับ (stage 2 sleep) เพิ่มเวลานอนรวม และอาจลดการนอนช่วง rapid eye movement (REM) เล็กน้อย  benzodiazepines จะช่วยลดความวิตกกังวลและป้องกันการชักได้ แต่ข้อเสียของการใช้ยา คือ ทำให้ความจำของผู้ป่วยบกพร่อง ดังนั้นการใช้ยาจึงมักจำกัดไว้ไม่เกิน 4 สัปดาห์ เนื่องจากการใช้ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงการติดยา อาการถอนยา และดื้อยา นอกจากนี้ยังพบรายงานอาการนอนไม่หลับชนิด rebound insomnia ได้ 

Triazolam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์สั้น มีความสัมพันธ์กับภาวะ rebound anxiety ดังนั้น triazolam จึงไม่ถูกพิจารณาเป็นยาทางเลือกอันดับแรก อย่างไรก็ตามอาจแนะนำการใช้ยาในการรักษาอาการนอนไม่หลับในช่วงเริ่มนอน (sleep onset insomnia) temazepam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์ปานกลาง ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับทั้งช่วงเริ่มนอนและตื่นกลางดึก (sleep maintenance insomnia) และ diazepam มักไม่ถูกพิจารณาให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ เนื่องจากการออกฤทธิ์ที่นานและมีการสะสมของสาร active metabolites ด้วย 


Nonbenzodiazepine Hypnotics 

ยาในกลุ่ม nonbenzodiazepine hypnotics จะให้ผลในการลดเวลาเริ่มนอนและจำนวนการตื่นเวลากลางคืน ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับปรุงระยะเวลาและคุณภาพการนอน 

Eszopiclone 
Eszopiclone มีค่าครึ่งชีวิตยาวที่สุดในกลุ่ม benzodiazepine-like hypnotics (5–7 ชั่วโมง) มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและการตื่นเวลากลางคืน 

Zaleplon 
Zaleplon เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วงเริ่มนอน ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเริ่มหลับ (falling asleep) แต่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการคงสภาพของการนอนหลับ 

Zolpidem 
Zolpidem เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและตื่นกลางดึก ยานี้ไม่รบกวนรูปแบบการนอนปกติ และไม่สัมพันธ์กับการเกิด rebound insomnia 

Zopiclone 
Zopiclone จะลดระยะเวลาเริ่มนอนเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก และยาส่งผลในการเพิ่มระยะเวลาการนอน โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการนอนหลับปกติ 


Melatonin receptor agonists

Melatonin 
จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า melatonin ในรูปแบบออกฤทธิ์นาน (prolonged-release) จะช่วยปรับปรุงความล่าช้าในการเริ่มต้นนอนและปรับปรุงคุณภาพการนอนในผู้ป่วยอายุ >55 ปี อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางคลินิกยังค่อนข้างจำกัดเกี่ยวกับการใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่ง melatonin อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการ delayed sleep phase syndrome และในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับ melatonin ต่ำ การใช้ melatonin นี้จะถูกจำกัดอยู่ที่สูงสุด 3 เดือน

Ramelteon 
Ramelteon มีประสิทธิภาพสำหรับอาการนอนไม่หลับเมื่อเริ่มต้นนอน ยานี้ไม่มีการจำกัดการใช้ในระยะสั้นและไม่พบความสัมพันธ์กับผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับ อาการขาดยา หรืออาการ rebound insomnia  


Dual orexin receptor antagonists (DORAs)
ตัวอย่างยา: Daridorexant, Lemborexant, Suvorexant Daridorexant และ lemborexant 
เพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาการเริ่มต้นนอน และ/หรือการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ในทางกลับกัน suvorexant จะถูกแนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง 


ยานอนหลับชนิดอื่น ๆ

ยาต้านเศร้า (Antidepressants) 
ตัวอย่างยา: Amitriptyline, Dothiepin, Doxepin, Mirtazapine, Trazodone 
ยาต้านเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressants (TCAs) ควรใช้ในขนาดต่ำเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยที่มีโรคซึมเศร้าร่วม แต่การใช้ยานี้อาจเกิดอันตรายได้หากใช้ยาเกินขนาด doxepin ในขนาดต่ำเป็นทางเลือกสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีการตื่นกลางดึก ในบางการศึกษาพบว่า การใช้ trazodone ในขนาดต่ำร่วมกับยาต้านเศร้าขนาดปกติ จะแสดงประสิทธิภาพปานกลางในการปรับปรุงคุณภาพและ/หรือระยะเวลาการนอน 

ยาต้านชัก (Antiepileptics) 
ตัวอย่างยา: Gabapentin, Pregabalin 
การใช้ยาต้านชักในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังมีหลักฐานประสิทธิภาพจำกัด อย่างไรก็ตาม gabapentin อาจใช้ในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ปวดเส้นประสาท (neuropathic pain) หรือภาวะติดสารเสพติด (เช่น ติดแอลกอฮอล์) การใช้ pregabalin พบว่าสามารถช่วยปรับการนอนได้เช่นกัน แต่กลไกการออกฤทธิ์ของยานั้นพบว่ายังไม่ชัดเจน โดย gabapentin และ pregabalin อาจใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับร่วมกับภาวะปวดร่วมด้วย 

ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) 
ตัวอย่างยา: Diphenhydramine, Doxylamine 
ยาต้านฮิสตามีนนั้นโดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาในกลุ่ม benzodiazepine และมีความสัมพันธ์กับอาการง่วงซึมช่วงเวลากลางวัน ยากลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับเนื่องจากหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาที่มีอยู่จำกัด 

ยาต้านจิตเภท (Antipsychotics) 
ตัวอย่างยา: Quetiapine 
Quetiapine เป็นยาต้านจิตเภทที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับอาการนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้ควรพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยนอนไม่หลับที่พบร่วมกับโรคจิตเวช (เช่น โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์) 

¹ยาบางชนิดใช้นอกข้อบ่งชี้ (off-label) จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง 

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

จากข้อมูลพบว่าการรักษาทั้งแบบไม่ใช้ยาเพียงอย่างเดียว และการรักษาร่วมกับการใช้ยา จะช่วยปรับอาการนอนไม่หลับให้ดีขึ้นได้ 

การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมสำหรับโรคนอนไม่หลับ (cognitive behavioral therapy for insomnia, CBT-I) 
CBT-I เป็นการรักษาหลายองค์ประกอบที่แนะนำสำหรับโรคนอนไม่หลับเรื้อรังในผู้ใหญ่ทุกวัย ซึ่ง CBT นั้นรวมการบำบัดทางความคิดกับการรักษาเชิงพฤติกรรม (เช่น การจำกัดเวลานอน การควบคุมสิ่งเร้า สุขอนามัยการนอน) และการบำบัดผ่อนคลาย CBT-I จะลดเวลาเริ่มนอนและการตื่นกลางคืน และเพิ่มประสิทธิภาพการนอน การศึกษาในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับโรคจิตเวชหรือทางกายด้วย พบว่า CBT-I จะช่วยทำให้ผลลัพธ์การใช้ชีวิต/ทำงานดีขึ้นเมื่อใช้เป็นการรักษาร่วมกับยา นอกจากนี้ การทำ CBT-I อาจลดความต้องการใช้ยาทำให้ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากยา ในกระบวนการทำ CBT-I นั้นต้องการการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยผ่านการบำบัดหลายครั้ง (โดยทั่วไปคือประมาณ 4–8 ครั้ง) กับแพทย์หรือนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม การบำบัดแบบสั้น (1–4 ครั้ง) รวมองค์ประกอบย่อของ CBT-I โดยเน้นทางด้านการปรับพฤติกรรม 

Insomnia_Management 2Insomnia_Management 2


การให้ความรู้ด้านสุขอนามัยการนอนและด้านจิตวิทยา (sleep hygiene education or psychoeducation)  
การรักษานี้เป็นการมุ่งปรับปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเพื่อสร้างนิสัยที่ส่งเสริมการนอนที่ดี สุขอนามัยการนอนเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยมีประสิทธิภาพต่ออาการนอนไม่หลับ แต่เมื่อให้การรักษาร่วมกับการบำบัด CBT-I แล้วจะพบประโยชน์ที่มากขึ้น 

  ข้อแนะนำสุขอนามัยการนอน มีดังนี้: 
  • รักษาตารางการนอน และเวลาตื่นให้สม่ำเสมอ 
  • หลีกเลี่ยงการงีบหลับนาน >1 ชั่วโมงหรือหลัง 15:00 น. และลดเวลาอยู่บนเตียงโดยไม่นอน (เช่น ทำงาน ใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต) 
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากหรือรับประทานอาหารมื้อหนักช่วงเย็น 
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและนิโคติน 4–6 ชั่วโมงก่อนนอน 
  • ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยในการนอน 
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน แต่ส่งเสริมการออกกำลังกายในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะ 4–6 ชั่วโมงก่อนนอน) เพื่อช่วยให้หลับเร็ว 
  • ลดแสง เสียง และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป 
  • หลีกเลี่ยงการมองนาฬิกาขณะนอนไม่หลับ 
  • วางอุปกรณ์ดิจิทัลไกลจากเตียงเพื่อลดสิ่งรบกวน 
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน 30 นาที เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง อาบน้ำอุ่น รับประทานของว่างเบา ๆ หรือยืดเส้น 
  • หลีกเลี่ยงการกังวลมากเกินไปขณะเข้านอน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการนอน 
การควบคุมสิ่งเร้า (stimulus control)
การรักษานี้นำมาจากพื้นฐานที่ว่าอาการนอนไม่หลับเกิดจากการตอบสนองแบบมีเงื่อนไขต่อเวลา (ช่วงเวลานอน) และสิ่งแวดล้อม (ห้องนอน/เตียง) เป้าหมายของการรักษานี้คือสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเตียง/ห้องนอนกับการนอน โดยที่เตียงและห้องนอนนั้นจะมีความสัมพันธ์ต่อการนอนหลับได้เร็ว 

ข้อควรปฏิบัติต่อการควบคุมสิ่งเร้าได้แก่: 
  • เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วงเท่านั้น 
  • ใช้เตียงเฉพาะสำหรับนอนหรือมีเพศสัมพันธ์ 
  • หากนอนไม่หลับภายใน 20 นาที ให้ลุกไปอีกห้องและกลับมาเมื่อง่วง 
  •  ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวันไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะนอนหลับหรือไม่ 
  • หลีกเลี่ยงการงีบหลับในเวลากลางวัน 
การบำบัดผ่อนคลาย (relaxation therapy)
ผู้ป่วยนอนไม่หลับมักมีความตื่นตัวทางความคิด ร่างกาย และอารมณ์สูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เทคนิคหลักสำหรับการบำบัดผ่อนคลายจะประกอบด้วย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน (progressive muscle relaxation) และการตอบสนองต่อการผ่อนคลาย (relaxation response) 

ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน ผู้ป่วยจะหดกล้ามเนื้อใบหน้าเบาๆ 1–2 วินาที แล้วคลาย ทำซ้ำหลายครั้ง และทำต่อในกลุ่มกล้ามเนื้อต่อไปนี้ตามลำดับ: กราม-คอ, แขนส่วนบน, แขนส่วนล่าง, หน้าอก, ท้อง, ก้น, ต้นขา, น่อง และเท้า  สำหรับการตอบสนองการผ่อนคลาย ผู้ป่วยจะเริ่มนั่งหรือนอนในท่าสบาย หลับตา ปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายหายใจช้า ๆ สงบ และเปลี่ยนความคิดจากความกังวลไปสู่คำหรือภาพที่เป็นกลาง วิธีผ่อนคลายนี้อาจได้ผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องทำการทดลองในหลายวิธี เพื่อที่จะได้ข้อมูลวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้น ๆ 

การบำบัดทางความคิด (cognitive therapy)
ในการบำบัดความคิด ความเชื่อและทัศนคติที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับจะถูกระบุและแทนที่ด้วยความคิดที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการนอนหลับ ความพยายามที่จะลดวงจรของอาการนอนไม่หลับ ความทุกข์ทางอารมณ์ และความคิดที่ผิดปกติซึ่งสามารถทำให้เกิดการรบกวนการนอนหลับเพิ่มเติม 

การบำบัดจำกัดเวลานอน (sleep restriction therapy) 
 จุดประสงค์ของการบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอน คือ การลดระยะเวลาที่อยู่บนเตียงเพื่อเพิ่มร้อยละของเวลาที่ใช้บนเตียงเพื่อการนอนหลับจริง วิธีนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่มเวลาอยู่บนเตียงเพื่อที่จะเพิ่มเวลานอนหลับที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างภาวการณ์นอนหลับแบบเล็กน้อย (mild sleep deprivation) ซึ่งส่งเสริมให้หลับเร็วขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น การบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอนแนะนำให้ใช้สมุดบันทึกการนอนเพื่อประเมินเวลานอน ทั้งก่อนเริ่มการบำบัดและระหว่างการติดตามผล ในระหว่างการบำบัด ผู้ป่วยควรอยู่บนเตียงแค่ระยะเวลาเท่ากับเวลานอนหลับโดยเฉลี่ยเท่านั้น แต่ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน จากนั้นจะเพิ่มเวลาที่อนุญาตให้อยู่บนเตียงได้อีก 15–20 นาที เมื่อประสิทธิภาพการนอนหลับดีขึ้น เวลาที่อยู่บนเตียงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์จนกว่าจะได้ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสม โดยทั่วไปจะรักษาเวลาเข้านอนให้คงที่ และปรับเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาเดิมเสมอ