การประเมินอาการ
โรคและภาวะทางกายที่พบร่วมบ่อย
- ระบบประสาท: โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน ภาวะสมองเสื่อม โรคลมชัก โรคปวดศีรษะ การบาดเจ็บที่สมอง โรคปวดเรื้อรัง โรคปลายประสาทอักเสบ โรคทางกล้ามเนื้อและระบบประสาท
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลว
- ระบบทางเดินหายใจ: โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease: COPD) โรคถุงลมโป่งพอง โรคหืด ภาวะกล่องเสียงหดเกร็ง
- ระบบทางเดินอาหาร: โรคกรดไหลย้อน โรคแผลในกระเพาะอาหาร นิ่วในถุงน้ำดี โรคลำไส้อักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome: IBS)
- ระบบทางเดินปัสสาวะและสืบพันธุ์: ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ต่อมลูกหมากโต ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะไทรอยด์สูง ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคเบาหวาน
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก: โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อม fibromyalgia, Sjogren syndrome, โรคหลังค่อม (kyphosis)
- ระบบสืบพันธุ์: การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน ความแปรปรวนของรอบประจำเดือน
- ความผิดปกติของการนอน: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA), central sleep apnea, กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ภาวะขากระตุกเป็นระยะ ความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพ ภาวะผิดปกติขณะหลับหรือนอนละเมอ
- สำหรับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น: คัดกรองด้วยแบบสอบถาม STOP-Bang ได้แก่ นอนกรน (snoring) อ่อนเพลียช่วงกลางวัน (tiredness) พบช่วงหยุดหายใจ (observed apnea) ความดันโลหิตสูง มีดัชนีมวลกาย (BMI) >30 kg/m2 อายุ >50 ปี เส้นรอบคอ >40 เซนติเมตร และเป็นเพศชาย
โรคทางจิตเวชที่พบร่วมบ่อย
- โรคอารมณ์: โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (major depressive disorder, MDD), โรคไบโพลาร์หรืออารมณ์สองขั้ว
- โรควิตกกังวล: โรควิตกกังวลทั่วไป โรคแพนิค โรคเครียดหลังเหตุการณ์ร้ายแรง โรคย้ำคิดย้ำทำ
- โรคจิตเภท: โรคจิตเภท โรคจิตเภทแบบอารมณ์แปรปรวน
- ภาวะความจำบกพร่อง: โรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อมอื่น ๆ
- ยาต้านเศร้า: fluoxetine, paroxetine, sertraline, venlafaxine, duloxetine, monoamine oxidase inhibitors (MAOIs)
- ยาหรือสารกระตุ้น: caffeine, methylphenidate, amphetamine derivatives, ephedrine และอนุพันธ์, cocaine
- ยาลดอาการคัดจมูก: pseudoephedrine, phenylephrine, phenylpropanolamine
- ยาแก้ปวด opioids: oxycodone, codeine
- ยาในระบบหัวใจและหลอดเลือด: beta-blockers, alpha-receptor agonists และ antagonists, ยาลดไขมันในเลือด
- ยาระบบทางเดินหายใจ: theophylline, albuterol
- แอลกอฮอล์
- สเตียรอยด์
หลักการรักษา
ในการรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีภาวะเจ็บป่วยร่วม ต้องใช้การพิจารณาทางคลินิก (clinical judgement) เพื่อตัดสินใจว่าจะรักษาอาการนอนไม่หลับหรือภาวะเจ็บป่วยร่วมก่อนเป็นลำดับแรก หรือให้การรักษาพร้อมกันไป การเลือกยาควรพิจารณาจากประเภทของอาการนอนไม่หลับและภาวะเจ็บป่วยร่วมที่มีอยู่ สำหรับโรคทางจิตเวช แนะนำให้รักษาอาการนอนไม่หลับควบคู่กัน เพื่อเร่งการฟื้นตัวและเพิ่มโอกาสการตอบสนองแบบต่อเนื่อง (sustained response) ส่วนความผิดปกติของการนอนอื่น ๆ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น และกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงของอาการนอนไม่หลับ หากไม่ได้ทำการรักษาความผิดปกติจากที่เกิดจากสาเหตุอย่างเฉพาะเจาะจง ผู้ป่วยดังกล่าวมักมีแนวโน้มว่าอาการจะไม่ดีขึ้น ส่วนอาการนอนไม่หลับจากการปัสสาวะตอนกลางคืน ความปวด หรือหายใจลำบากมักไม่ดีขึ้น หากไม่รักษาโรคทางกายร่วมด้วย
เป้าหมายหลักของการรักษาคือปรับปรุงคุณภาพของการนอน และปริมาณการนอน รวมทั้งลดความบกพร่องในการทำกิจกรรมตอนกลางวันที่เกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับ
ผลระหว่างการรักษา สามารถวัดได้โดยใช้สมุดบันทึกการนอน (sleep log) และแบบสอบถามเฉพาะเพื่อบ่งบอกผลลัพธ์ที่ต้องการจากการรักษา ดังนี้:
เป้าหมายหลักของการรักษาคือปรับปรุงคุณภาพของการนอน และปริมาณการนอน รวมทั้งลดความบกพร่องในการทำกิจกรรมตอนกลางวันที่เกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับ
ผลระหว่างการรักษา สามารถวัดได้โดยใช้สมุดบันทึกการนอน (sleep log) และแบบสอบถามเฉพาะเพื่อบ่งบอกผลลัพธ์ที่ต้องการจากการรักษา ดังนี้:
- เวลาเริ่มนอนหลับ (sleep onset latency): นับระยะเวลาจากเข้านอน จนกระทั่งหลับ
- ระยะเวลาการนอนทั้งหมด (total sleep duration)
- จำนวนครั้งที่ตื่นกลางดึก (number of nighttime awakenings)
- ประสิทธิภาพการนอน (sleep efficiency)
- ความพึงพอใจ (satisfaction)
- ความสามารถในการใช้ชีวิต/ทำงานช่วงกลางวัน (daytime functioning)
- ระยะเวลารวมที่ตื่นกลางดึก (wake time after sleep onset)
- การที่ผู้ป่วยสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเตียงกับการนอนได้
- แบบวัดความรุนแรงโรคนอนไม่หลับ (ISI) อาจใช้ในการติดตามผลการรักษา
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยาเป็นเพียงการเสริมการรักษาโดยการไม่ใช้ยา โดยการใช้ยานั้นควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพและไม่เกินขนาดยาสูงสุด แผนการใช้ยาต้องปรับให้เหมาะกับผู้ป่วย อาจใช้ระยะสั้นหรือยาวก็ได้แต่ควรใช้เป็นช่วง ๆ (intermittent) การใช้ยานั้นควรนำมาพิจารณาเมื่อการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy) ไม่ได้ผลเพียงพอ หรือไม่สามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าว หรือผู้ป่วยไม่มีความร่วมมือ ส่วนสุขอนามัยการนอนที่ดีก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการรักษาเช่นกัน ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาช่วยนอนหลับทุกคืนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ ต้องทำการนัดติดตามผลเป็นระยะเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา และภาวะติดยา (ทั้งทางจิตใจและร่างกาย) รวมถึงประเมินความจำเป็นในการใช้ยาต่อไป
Insomnia_Management
Benzodiazepines
Benzodiazepines เป็นยาที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับ ซึ่งอาจใช้เป็น adjunctive therapy ร่วมกับการบำบัดพฤติกรรม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับระยะสั้น ช่วยลดเวลาเริ่มนอนหลับ และเพิ่มระยะเวลาช่วงเคลิ้มหลับ (stage 2 sleep) เพิ่มเวลานอนรวม และอาจลดการนอนช่วง rapid eye movement (REM) เล็กน้อย benzodiazepines จะช่วยลดความวิตกกังวลและป้องกันการชักได้ แต่ข้อเสียของการใช้ยา คือ ทำให้ความจำของผู้ป่วยบกพร่อง ดังนั้นการใช้ยาจึงมักจำกัดไว้ไม่เกิน 4 สัปดาห์ เนื่องจากการใช้ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงการติดยา อาการถอนยา และดื้อยา นอกจากนี้ยังพบรายงานอาการนอนไม่หลับชนิด rebound insomnia ได้
Triazolam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์สั้น มีความสัมพันธ์กับภาวะ rebound anxiety ดังนั้น triazolam จึงไม่ถูกพิจารณาเป็นยาทางเลือกอันดับแรก อย่างไรก็ตามอาจแนะนำการใช้ยาในการรักษาอาการนอนไม่หลับในช่วงเริ่มนอน (sleep onset insomnia) temazepam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์ปานกลาง ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับทั้งช่วงเริ่มนอนและตื่นกลางดึก (sleep maintenance insomnia) และ diazepam มักไม่ถูกพิจารณาให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ เนื่องจากการออกฤทธิ์ที่นานและมีการสะสมของสาร active metabolites ด้วย
Nonbenzodiazepine Hypnotics
ยาในกลุ่ม nonbenzodiazepine hypnotics จะให้ผลในการลดเวลาเริ่มนอนและจำนวนการตื่นเวลากลางคืน ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับปรุงระยะเวลาและคุณภาพการนอน
Eszopiclone
Eszopiclone มีค่าครึ่งชีวิตยาวที่สุดในกลุ่ม benzodiazepine-like hypnotics (5–7 ชั่วโมง) มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและการตื่นเวลากลางคืน
Zaleplon
Zaleplon เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วงเริ่มนอน ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเริ่มหลับ (falling asleep) แต่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการคงสภาพของการนอนหลับ
Zolpidem
Zolpidem เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและตื่นกลางดึก ยานี้ไม่รบกวนรูปแบบการนอนปกติ และไม่สัมพันธ์กับการเกิด rebound insomnia
Zopiclone
Zopiclone จะลดระยะเวลาเริ่มนอนเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก และยาส่งผลในการเพิ่มระยะเวลาการนอน โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการนอนหลับปกติ
Melatonin receptor agonists
Melatonin
จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า melatonin ในรูปแบบออกฤทธิ์นาน (prolonged-release) จะช่วยปรับปรุงความล่าช้าในการเริ่มต้นนอนและปรับปรุงคุณภาพการนอนในผู้ป่วยอายุ >55 ปี อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางคลินิกยังค่อนข้างจำกัดเกี่ยวกับการใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่ง melatonin อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการ delayed sleep phase syndrome และในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับ melatonin ต่ำ การใช้ melatonin นี้จะถูกจำกัดอยู่ที่สูงสุด 3 เดือน
Ramelteon
Ramelteon มีประสิทธิภาพสำหรับอาการนอนไม่หลับเมื่อเริ่มต้นนอน ยานี้ไม่มีการจำกัดการใช้ในระยะสั้นและไม่พบความสัมพันธ์กับผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับ อาการขาดยา หรืออาการ rebound insomnia
Dual orexin receptor antagonists (DORAs)
ตัวอย่างยา: Daridorexant, Lemborexant, Suvorexant Daridorexant และ lemborexant
เพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาการเริ่มต้นนอน และ/หรือการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ในทางกลับกัน suvorexant จะถูกแนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง
ยานอนหลับชนิดอื่น ๆ1
ยาต้านเศร้า (Antidepressants)
ตัวอย่างยา: Amitriptyline, Dothiepin, Doxepin, Mirtazapine, Trazodone
ยาต้านเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressants (TCAs) ควรใช้ในขนาดต่ำเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยที่มีโรคซึมเศร้าร่วม แต่การใช้ยานี้อาจเกิดอันตรายได้หากใช้ยาเกินขนาด doxepin ในขนาดต่ำเป็นทางเลือกสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีการตื่นกลางดึก ในบางการศึกษาพบว่า การใช้ trazodone ในขนาดต่ำร่วมกับยาต้านเศร้าขนาดปกติ จะแสดงประสิทธิภาพปานกลางในการปรับปรุงคุณภาพและ/หรือระยะเวลาการนอน
ยาต้านชัก (Antiepileptics)
ตัวอย่างยา: Gabapentin, Pregabalin
การใช้ยาต้านชักในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังมีหลักฐานประสิทธิภาพจำกัด อย่างไรก็ตาม gabapentin อาจใช้ในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ปวดเส้นประสาท (neuropathic pain) หรือภาวะติดสารเสพติด (เช่น ติดแอลกอฮอล์) การใช้ pregabalin พบว่าสามารถช่วยปรับการนอนได้เช่นกัน แต่กลไกการออกฤทธิ์ของยานั้นพบว่ายังไม่ชัดเจน โดย gabapentin และ pregabalin อาจใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับร่วมกับภาวะปวดร่วมด้วย
ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines)
ตัวอย่างยา: Diphenhydramine, Doxylamine
ยาต้านฮิสตามีนนั้นโดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาในกลุ่ม benzodiazepine และมีความสัมพันธ์กับอาการง่วงซึมช่วงเวลากลางวัน ยากลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับเนื่องจากหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาที่มีอยู่จำกัด
ยาต้านจิตเภท (Antipsychotics)
ตัวอย่างยา: Quetiapine
Quetiapine เป็นยาต้านจิตเภทที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับอาการนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้ควรพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยนอนไม่หลับที่พบร่วมกับโรคจิตเวช (เช่น โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์)
¹ยาบางชนิดใช้นอกข้อบ่งชี้ (off-label) จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
Insomnia_ManagementBenzodiazepines
Benzodiazepines เป็นยาที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับ ซึ่งอาจใช้เป็น adjunctive therapy ร่วมกับการบำบัดพฤติกรรม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับระยะสั้น ช่วยลดเวลาเริ่มนอนหลับ และเพิ่มระยะเวลาช่วงเคลิ้มหลับ (stage 2 sleep) เพิ่มเวลานอนรวม และอาจลดการนอนช่วง rapid eye movement (REM) เล็กน้อย benzodiazepines จะช่วยลดความวิตกกังวลและป้องกันการชักได้ แต่ข้อเสียของการใช้ยา คือ ทำให้ความจำของผู้ป่วยบกพร่อง ดังนั้นการใช้ยาจึงมักจำกัดไว้ไม่เกิน 4 สัปดาห์ เนื่องจากการใช้ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงการติดยา อาการถอนยา และดื้อยา นอกจากนี้ยังพบรายงานอาการนอนไม่หลับชนิด rebound insomnia ได้
Triazolam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์สั้น มีความสัมพันธ์กับภาวะ rebound anxiety ดังนั้น triazolam จึงไม่ถูกพิจารณาเป็นยาทางเลือกอันดับแรก อย่างไรก็ตามอาจแนะนำการใช้ยาในการรักษาอาการนอนไม่หลับในช่วงเริ่มนอน (sleep onset insomnia) temazepam คือ benzodiazepine ที่มีการออกฤทธิ์ปานกลาง ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับทั้งช่วงเริ่มนอนและตื่นกลางดึก (sleep maintenance insomnia) และ diazepam มักไม่ถูกพิจารณาให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ เนื่องจากการออกฤทธิ์ที่นานและมีการสะสมของสาร active metabolites ด้วย
Nonbenzodiazepine Hypnotics
ยาในกลุ่ม nonbenzodiazepine hypnotics จะให้ผลในการลดเวลาเริ่มนอนและจำนวนการตื่นเวลากลางคืน ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับปรุงระยะเวลาและคุณภาพการนอน
Eszopiclone
Eszopiclone มีค่าครึ่งชีวิตยาวที่สุดในกลุ่ม benzodiazepine-like hypnotics (5–7 ชั่วโมง) มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและการตื่นเวลากลางคืน
Zaleplon
Zaleplon เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วงเริ่มนอน ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเริ่มหลับ (falling asleep) แต่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการคงสภาพของการนอนหลับ
Zolpidem
Zolpidem เป็นยาที่ได้รับคำแนะนำในการรักษาอาการนอนไม่หลับทั้งเริ่มนอนและตื่นกลางดึก ยานี้ไม่รบกวนรูปแบบการนอนปกติ และไม่สัมพันธ์กับการเกิด rebound insomnia
Zopiclone
Zopiclone จะลดระยะเวลาเริ่มนอนเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก และยาส่งผลในการเพิ่มระยะเวลาการนอน โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการนอนหลับปกติ
Melatonin receptor agonists
Melatonin
จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า melatonin ในรูปแบบออกฤทธิ์นาน (prolonged-release) จะช่วยปรับปรุงความล่าช้าในการเริ่มต้นนอนและปรับปรุงคุณภาพการนอนในผู้ป่วยอายุ >55 ปี อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางคลินิกยังค่อนข้างจำกัดเกี่ยวกับการใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่ง melatonin อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการ delayed sleep phase syndrome และในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับ melatonin ต่ำ การใช้ melatonin นี้จะถูกจำกัดอยู่ที่สูงสุด 3 เดือน
Ramelteon
Ramelteon มีประสิทธิภาพสำหรับอาการนอนไม่หลับเมื่อเริ่มต้นนอน ยานี้ไม่มีการจำกัดการใช้ในระยะสั้นและไม่พบความสัมพันธ์กับผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับ อาการขาดยา หรืออาการ rebound insomnia
Dual orexin receptor antagonists (DORAs)
ตัวอย่างยา: Daridorexant, Lemborexant, Suvorexant Daridorexant และ lemborexant
เพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาการเริ่มต้นนอน และ/หรือการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ในทางกลับกัน suvorexant จะถูกแนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง
ยานอนหลับชนิดอื่น ๆ1
ยาต้านเศร้า (Antidepressants)
ตัวอย่างยา: Amitriptyline, Dothiepin, Doxepin, Mirtazapine, Trazodone
ยาต้านเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressants (TCAs) ควรใช้ในขนาดต่ำเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยที่มีโรคซึมเศร้าร่วม แต่การใช้ยานี้อาจเกิดอันตรายได้หากใช้ยาเกินขนาด doxepin ในขนาดต่ำเป็นทางเลือกสำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีการตื่นกลางดึก ในบางการศึกษาพบว่า การใช้ trazodone ในขนาดต่ำร่วมกับยาต้านเศร้าขนาดปกติ จะแสดงประสิทธิภาพปานกลางในการปรับปรุงคุณภาพและ/หรือระยะเวลาการนอน
ยาต้านชัก (Antiepileptics)
ตัวอย่างยา: Gabapentin, Pregabalin
การใช้ยาต้านชักในการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังมีหลักฐานประสิทธิภาพจำกัด อย่างไรก็ตาม gabapentin อาจใช้ในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ปวดเส้นประสาท (neuropathic pain) หรือภาวะติดสารเสพติด (เช่น ติดแอลกอฮอล์) การใช้ pregabalin พบว่าสามารถช่วยปรับการนอนได้เช่นกัน แต่กลไกการออกฤทธิ์ของยานั้นพบว่ายังไม่ชัดเจน โดย gabapentin และ pregabalin อาจใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับร่วมกับภาวะปวดร่วมด้วย
ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines)
ตัวอย่างยา: Diphenhydramine, Doxylamine
ยาต้านฮิสตามีนนั้นโดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาในกลุ่ม benzodiazepine และมีความสัมพันธ์กับอาการง่วงซึมช่วงเวลากลางวัน ยากลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับเนื่องจากหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาที่มีอยู่จำกัด
ยาต้านจิตเภท (Antipsychotics)
ตัวอย่างยา: Quetiapine
Quetiapine เป็นยาต้านจิตเภทที่สั่งจ่ายบ่อยที่สุดสำหรับอาการนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้ควรพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยนอนไม่หลับที่พบร่วมกับโรคจิตเวช (เช่น โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์)
¹ยาบางชนิดใช้นอกข้อบ่งชี้ (off-label) จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
จากข้อมูลพบว่าการรักษาทั้งแบบไม่ใช้ยาเพียงอย่างเดียว และการรักษาร่วมกับการใช้ยา จะช่วยปรับอาการนอนไม่หลับให้ดีขึ้นได้
การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมสำหรับโรคนอนไม่หลับ (cognitive behavioral therapy for insomnia, CBT-I)
CBT-I เป็นการรักษาหลายองค์ประกอบที่แนะนำสำหรับโรคนอนไม่หลับเรื้อรังในผู้ใหญ่ทุกวัย ซึ่ง CBT นั้นรวมการบำบัดทางความคิดกับการรักษาเชิงพฤติกรรม (เช่น การจำกัดเวลานอน การควบคุมสิ่งเร้า สุขอนามัยการนอน) และการบำบัดผ่อนคลาย CBT-I จะลดเวลาเริ่มนอนและการตื่นกลางคืน และเพิ่มประสิทธิภาพการนอน การศึกษาในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับโรคจิตเวชหรือทางกายด้วย พบว่า CBT-I จะช่วยทำให้ผลลัพธ์การใช้ชีวิต/ทำงานดีขึ้นเมื่อใช้เป็นการรักษาร่วมกับยา นอกจากนี้ การทำ CBT-I อาจลดความต้องการใช้ยาทำให้ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากยา ในกระบวนการทำ CBT-I นั้นต้องการการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยผ่านการบำบัดหลายครั้ง (โดยทั่วไปคือประมาณ 4–8 ครั้ง) กับแพทย์หรือนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม การบำบัดแบบสั้น (1–4 ครั้ง) รวมองค์ประกอบย่อของ CBT-I โดยเน้นทางด้านการปรับพฤติกรรม
Insomnia_Management 2
การให้ความรู้ด้านสุขอนามัยการนอนและด้านจิตวิทยา (sleep hygiene education or psychoeducation)
การรักษานี้เป็นการมุ่งปรับปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเพื่อสร้างนิสัยที่ส่งเสริมการนอนที่ดี สุขอนามัยการนอนเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยมีประสิทธิภาพต่ออาการนอนไม่หลับ แต่เมื่อให้การรักษาร่วมกับการบำบัด CBT-I แล้วจะพบประโยชน์ที่มากขึ้น
ข้อแนะนำสุขอนามัยการนอน มีดังนี้:
การรักษานี้นำมาจากพื้นฐานที่ว่าอาการนอนไม่หลับเกิดจากการตอบสนองแบบมีเงื่อนไขต่อเวลา (ช่วงเวลานอน) และสิ่งแวดล้อม (ห้องนอน/เตียง) เป้าหมายของการรักษานี้คือสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเตียง/ห้องนอนกับการนอน โดยที่เตียงและห้องนอนนั้นจะมีความสัมพันธ์ต่อการนอนหลับได้เร็ว
ข้อควรปฏิบัติต่อการควบคุมสิ่งเร้าได้แก่:
ผู้ป่วยนอนไม่หลับมักมีความตื่นตัวทางความคิด ร่างกาย และอารมณ์สูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เทคนิคหลักสำหรับการบำบัดผ่อนคลายจะประกอบด้วย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน (progressive muscle relaxation) และการตอบสนองต่อการผ่อนคลาย (relaxation response)
ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน ผู้ป่วยจะหดกล้ามเนื้อใบหน้าเบาๆ 1–2 วินาที แล้วคลาย ทำซ้ำหลายครั้ง และทำต่อในกลุ่มกล้ามเนื้อต่อไปนี้ตามลำดับ: กราม-คอ, แขนส่วนบน, แขนส่วนล่าง, หน้าอก, ท้อง, ก้น, ต้นขา, น่อง และเท้า สำหรับการตอบสนองการผ่อนคลาย ผู้ป่วยจะเริ่มนั่งหรือนอนในท่าสบาย หลับตา ปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายหายใจช้า ๆ สงบ และเปลี่ยนความคิดจากความกังวลไปสู่คำหรือภาพที่เป็นกลาง วิธีผ่อนคลายนี้อาจได้ผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องทำการทดลองในหลายวิธี เพื่อที่จะได้ข้อมูลวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้น ๆ
การบำบัดทางความคิด (cognitive therapy)
ในการบำบัดความคิด ความเชื่อและทัศนคติที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับจะถูกระบุและแทนที่ด้วยความคิดที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการนอนหลับ ความพยายามที่จะลดวงจรของอาการนอนไม่หลับ ความทุกข์ทางอารมณ์ และความคิดที่ผิดปกติซึ่งสามารถทำให้เกิดการรบกวนการนอนหลับเพิ่มเติม
การบำบัดจำกัดเวลานอน (sleep restriction therapy)
จุดประสงค์ของการบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอน คือ การลดระยะเวลาที่อยู่บนเตียงเพื่อเพิ่มร้อยละของเวลาที่ใช้บนเตียงเพื่อการนอนหลับจริง วิธีนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่มเวลาอยู่บนเตียงเพื่อที่จะเพิ่มเวลานอนหลับที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างภาวการณ์นอนหลับแบบเล็กน้อย (mild sleep deprivation) ซึ่งส่งเสริมให้หลับเร็วขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น การบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอนแนะนำให้ใช้สมุดบันทึกการนอนเพื่อประเมินเวลานอน ทั้งก่อนเริ่มการบำบัดและระหว่างการติดตามผล ในระหว่างการบำบัด ผู้ป่วยควรอยู่บนเตียงแค่ระยะเวลาเท่ากับเวลานอนหลับโดยเฉลี่ยเท่านั้น แต่ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน จากนั้นจะเพิ่มเวลาที่อนุญาตให้อยู่บนเตียงได้อีก 15–20 นาที เมื่อประสิทธิภาพการนอนหลับดีขึ้น เวลาที่อยู่บนเตียงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์จนกว่าจะได้ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสม โดยทั่วไปจะรักษาเวลาเข้านอนให้คงที่ และปรับเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาเดิมเสมอ
การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมสำหรับโรคนอนไม่หลับ (cognitive behavioral therapy for insomnia, CBT-I)
CBT-I เป็นการรักษาหลายองค์ประกอบที่แนะนำสำหรับโรคนอนไม่หลับเรื้อรังในผู้ใหญ่ทุกวัย ซึ่ง CBT นั้นรวมการบำบัดทางความคิดกับการรักษาเชิงพฤติกรรม (เช่น การจำกัดเวลานอน การควบคุมสิ่งเร้า สุขอนามัยการนอน) และการบำบัดผ่อนคลาย CBT-I จะลดเวลาเริ่มนอนและการตื่นกลางคืน และเพิ่มประสิทธิภาพการนอน การศึกษาในผู้ป่วยนอนไม่หลับร่วมกับโรคจิตเวชหรือทางกายด้วย พบว่า CBT-I จะช่วยทำให้ผลลัพธ์การใช้ชีวิต/ทำงานดีขึ้นเมื่อใช้เป็นการรักษาร่วมกับยา นอกจากนี้ การทำ CBT-I อาจลดความต้องการใช้ยาทำให้ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากยา ในกระบวนการทำ CBT-I นั้นต้องการการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยผ่านการบำบัดหลายครั้ง (โดยทั่วไปคือประมาณ 4–8 ครั้ง) กับแพทย์หรือนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม การบำบัดแบบสั้น (1–4 ครั้ง) รวมองค์ประกอบย่อของ CBT-I โดยเน้นทางด้านการปรับพฤติกรรม
Insomnia_Management 2การให้ความรู้ด้านสุขอนามัยการนอนและด้านจิตวิทยา (sleep hygiene education or psychoeducation)
การรักษานี้เป็นการมุ่งปรับปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเพื่อสร้างนิสัยที่ส่งเสริมการนอนที่ดี สุขอนามัยการนอนเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยมีประสิทธิภาพต่ออาการนอนไม่หลับ แต่เมื่อให้การรักษาร่วมกับการบำบัด CBT-I แล้วจะพบประโยชน์ที่มากขึ้น
ข้อแนะนำสุขอนามัยการนอน มีดังนี้:
- รักษาตารางการนอน และเวลาตื่นให้สม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการงีบหลับนาน >1 ชั่วโมงหรือหลัง 15:00 น. และลดเวลาอยู่บนเตียงโดยไม่นอน (เช่น ทำงาน ใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต)
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากหรือรับประทานอาหารมื้อหนักช่วงเย็น
- หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและนิโคติน 4–6 ชั่วโมงก่อนนอน
- ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยในการนอน
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน แต่ส่งเสริมการออกกำลังกายในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะ 4–6 ชั่วโมงก่อนนอน) เพื่อช่วยให้หลับเร็ว
- ลดแสง เสียง และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการมองนาฬิกาขณะนอนไม่หลับ
- วางอุปกรณ์ดิจิทัลไกลจากเตียงเพื่อลดสิ่งรบกวน
- ทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน 30 นาที เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง อาบน้ำอุ่น รับประทานของว่างเบา ๆ หรือยืดเส้น
- หลีกเลี่ยงการกังวลมากเกินไปขณะเข้านอน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการนอน
การรักษานี้นำมาจากพื้นฐานที่ว่าอาการนอนไม่หลับเกิดจากการตอบสนองแบบมีเงื่อนไขต่อเวลา (ช่วงเวลานอน) และสิ่งแวดล้อม (ห้องนอน/เตียง) เป้าหมายของการรักษานี้คือสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเตียง/ห้องนอนกับการนอน โดยที่เตียงและห้องนอนนั้นจะมีความสัมพันธ์ต่อการนอนหลับได้เร็ว
ข้อควรปฏิบัติต่อการควบคุมสิ่งเร้าได้แก่:
- เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วงเท่านั้น
- ใช้เตียงเฉพาะสำหรับนอนหรือมีเพศสัมพันธ์
- หากนอนไม่หลับภายใน 20 นาที ให้ลุกไปอีกห้องและกลับมาเมื่อง่วง
- ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวันไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะนอนหลับหรือไม่
- หลีกเลี่ยงการงีบหลับในเวลากลางวัน
ผู้ป่วยนอนไม่หลับมักมีความตื่นตัวทางความคิด ร่างกาย และอารมณ์สูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เทคนิคหลักสำหรับการบำบัดผ่อนคลายจะประกอบด้วย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน (progressive muscle relaxation) และการตอบสนองต่อการผ่อนคลาย (relaxation response)
ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นขั้นตอน ผู้ป่วยจะหดกล้ามเนื้อใบหน้าเบาๆ 1–2 วินาที แล้วคลาย ทำซ้ำหลายครั้ง และทำต่อในกลุ่มกล้ามเนื้อต่อไปนี้ตามลำดับ: กราม-คอ, แขนส่วนบน, แขนส่วนล่าง, หน้าอก, ท้อง, ก้น, ต้นขา, น่อง และเท้า สำหรับการตอบสนองการผ่อนคลาย ผู้ป่วยจะเริ่มนั่งหรือนอนในท่าสบาย หลับตา ปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายหายใจช้า ๆ สงบ และเปลี่ยนความคิดจากความกังวลไปสู่คำหรือภาพที่เป็นกลาง วิธีผ่อนคลายนี้อาจได้ผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องทำการทดลองในหลายวิธี เพื่อที่จะได้ข้อมูลวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้น ๆ
การบำบัดทางความคิด (cognitive therapy)
ในการบำบัดความคิด ความเชื่อและทัศนคติที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับจะถูกระบุและแทนที่ด้วยความคิดที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการนอนหลับ ความพยายามที่จะลดวงจรของอาการนอนไม่หลับ ความทุกข์ทางอารมณ์ และความคิดที่ผิดปกติซึ่งสามารถทำให้เกิดการรบกวนการนอนหลับเพิ่มเติม
การบำบัดจำกัดเวลานอน (sleep restriction therapy)
จุดประสงค์ของการบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอน คือ การลดระยะเวลาที่อยู่บนเตียงเพื่อเพิ่มร้อยละของเวลาที่ใช้บนเตียงเพื่อการนอนหลับจริง วิธีนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่มเวลาอยู่บนเตียงเพื่อที่จะเพิ่มเวลานอนหลับที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างภาวการณ์นอนหลับแบบเล็กน้อย (mild sleep deprivation) ซึ่งส่งเสริมให้หลับเร็วขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น การบำบัดด้วยการจำกัดเวลานอนแนะนำให้ใช้สมุดบันทึกการนอนเพื่อประเมินเวลานอน ทั้งก่อนเริ่มการบำบัดและระหว่างการติดตามผล ในระหว่างการบำบัด ผู้ป่วยควรอยู่บนเตียงแค่ระยะเวลาเท่ากับเวลานอนหลับโดยเฉลี่ยเท่านั้น แต่ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน จากนั้นจะเพิ่มเวลาที่อนุญาตให้อยู่บนเตียงได้อีก 15–20 นาที เมื่อประสิทธิภาพการนอนหลับดีขึ้น เวลาที่อยู่บนเตียงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์จนกว่าจะได้ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสม โดยทั่วไปจะรักษาเวลาเข้านอนให้คงที่ และปรับเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาเดิมเสมอ
