การซักประวัติ
ควรพิจารณาแยกโรคอ้วนที่สามารถระบุสาเหตุได้ เช่น ยาบางชนิด หรือประวัติของโรคทางพันธุกรรมหรือโรคต่อมไร้ท่อ (เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ, Cushing’s syndrome) ยาที่มีแนวโน้มทำให้น้ำหนักเพิ่ม ได้แก่ ยากลุ่มรักษาเบาหวาน (เช่น insulin, meglitinides, sulfonylureas, thiazolidinediones), ยาลดความดันโลหิต (เช่น alpha-adrenergic blockers, beta-blockers [atenolol, metoprolol, nadolol, propranolol]), ยากันชัก (เช่น carbamazepine, gabapentin, pregabalin, valproic acid), ยารักษาอาการซึมเศร้า (เช่น lithium, monoamine oxidase inhibitors [MAOIs], serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors [SNRIs], paroxetine, tricyclic antidepressants [TCAs]), และยารักษาโรคจิตเวชบางชนิด (เช่น clozapine, olanzapine, quetiapine, risperidone).
จำเป็นต้องประเมินภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงทางเมแทบอลิซึมที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, MAFLD, โรคหัวใจและหลอดเลือด, หรือข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากอาจมีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาและผลลัพธ์ ควรประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับความสามารถที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนหรือการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และควรประเมินภาวะโรคอ้วนร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อลีบ
ควรสอบถามประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคอ้วน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดผิดปกติ, มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน หรือโรคไทรอยด์
ในผู้หญิง ควรตรวจสอบว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ เนื่องจากไม่แนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมลดน้ำหนักในช่วงเวลาดังกล่าว
การตรวจร่างกาย
Obesity PEควรประเมินสภาพจิตใจของผู้ป่วย เช่น มุมมองต่อตนเอง, สุขภาพจิตโดยรวม, ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด, ความผิดปกติของการกิน, การมีภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติของอารมณ์อื่น ๆ, การใช้สารเสพติด รวมถึงอุปสรรคทางจิตสังคมที่อาจมีผลต่อการรักษา หากคะแนนแบบประเมิน Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9) มีค่า ≥10 เมื่อใช้คัดกรองภาวะซึมเศร้า ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยให้จิตแพทย์
การวัดด้านมานุษยวิทยา (Anthropometry)
ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index - BMI)
BMI คือการวัดน้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง ใช้เพื่อประเมินปริมาณไขมันในร่างกายโดยรวม และช่วยพยากรณ์สุขภาพในอนาคต เนื่องจาก BMI ที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดหรือการเสียชีวิต, อัตราการตายโดยรวม, โรคเบาหวาน, ความผิดปกติของการนอน, โรคข้อเข่าเสื่อม, และโรคมะเร็งบางชนิด (เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, มะเร็งหลอดอาหาร)
ควรวัดเป็นประจำทุกปีเพื่อคัดกรอง และเมื่อจำเป็นในการบริหารจัดการ โดยคำนวณจากสูตร: BMI = น้ำหนัก (kg) / ส่วนสูง (m)²
ซึ่งประเทศในเอเชียมีเกณฑ์ BMI สำหรับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
การคำนวณนี้สามารถใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรใช้เปอร์เซ็นไทล์ของ BMI ตามอายุเพื่อระบุสถานะน้ำหนักที่เหมาะสม การสะสมไขมันที่มีความเสี่ยงสูงสามารถพบได้ในผู้ใหญ่เชื้อสายยุโรปที่มี BMI ≥25 kg/m² และอัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง >0.5 หาก BMI และการตรวจร่างกายไม่ชัดเจน อาจพิจารณาใช้การตรวจ dual-energy X-ray absorptiometry หรือ bioelectric impedance เพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกายและไขมัน (เช่น ร้อยละไขมันในร่างกาย และการกระจายไขมัน)
เส้นรอบเอวและอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก (Waist Circumference and Waist-to-Hip Ratio [WHR])
การวัดเส้นรอบเอวและอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการประเมินไขมันภายในช่องท้อง ก่อนและระหว่างการรักษาเพื่อลดน้ำหนัก เส้นรอบเอวควรวัดที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างยอดของกระดูกสะโพก (superior iliac crest) และขอบล่างของซี่โครงซี่สุดท้าย
WHR คำนวณจากการวัดรอบเอวหารด้วยรอบสะโพก โดยวัดรอบสะโพกที่บริเวณที่นูนที่สุดของก้น
สูตร: WHR = เส้นรอบเอว / เส้นรอบสะโพก
การวัดนี้ถือเป็นทางเลือกหลักในการจำแนกภาวะอ้วนลงพุง โดยเกณฑ์กำหนดที่เส้นรอบเอว ≥90 ซม. สำหรับผู้ชายชาวเอเชีย และ ≥80 ซม. สำหรับผู้หญิงชาวเอเชีย รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงทางคลินิก โดยเฉพาะในผู้ที่มี BMI ปกติหรืออยู่ในช่วง pre-obesity และควรวัดเป็นประจำทุกปี การมีเส้นรอบเอวที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด แม้ผู้ป่วยจะไม่เข้าเกณฑ์โรคอ้วนตาม BMI ก็ตาม
|
การจำแนกน้ำหนักตัวในผู้ใหญ่ตามดัชนีมวลกาย (Body Mass Index[BMI]) |
|||
|
การจำแนกตามWHO |
เกณฑ์BMIตามWHO(kg/m2) |
ความเสี่ยงของโรคร่วม |
เกณฑ์ BMI สำหรับ |
|
น้ำหนักน้อย (Underweight) |
<18.5 |
ความเสี่ยงต่ำ แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อปัญหาทางคลินิกอื่น ๆ |
<18.5 |
|
น้ำหนักปกติ (Normal) |
18.5–24.9 |
ความเสี่ยงตามค่าเฉลี่ย |
18.5–22.9 |
|
น้ำหนักเกิน / ก่อนอ้วน |
25.0–29.9 |
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น |
23.0–24.4 |
|
อ้วนระดับ1 (Obese Class I) |
30.0–34.9 |
ความเสี่ยงสูง |
25.0–29.9 |
|
อ้วนระดับ2 (Obese Class II) |
35.0–39.9 |
ความเสี่ยงสูงมาก |
30.0–34.9 |
|
อ้วนระดับ3 (Obese Class III) |
≥40.0 |
ความเสี่ยงสูงมากที่สุด |
≥35.0 |
|
เชื้อชาติ |
เส้นรอบเอวที่มีความเสี่ยงสูง (cm) |
อัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพกที่มีความเสี่ยงสูง |
||
|
ชาย |
หญิง |
ชาย |
หญิง |
|
|
Asians |
≥90 |
≥80 |
≥1.0 |
≥0.85 |
|
Caucasians |
≥102 |
≥88 |
≥1.0 |
≥0.85 |
Obesity_Initial Assessmentสามารถวินิจฉัยภาวะอ้วนได้ในผู้ใหญ่เชื้อสายยุโรปที่มี BMI ≥25 kg/m², อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง >0.5 และมีความบกพร่องทางสรีรวิทยา ทางการแพทย์ หรือการทำงานของร่างกาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบผู้ที่มีภาวะอ้วนควรประเมินโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนด้วย และควรมีการจัดระดับความรุนแรงหากพบว่าเป็นโรคร่วมจริง แนวทางการรักษาและเป้าหมายของการรักษาควรปรับให้เหมาะสมตามการมีอยู่และความรุนแรงของโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน นอกจากนี้ หากพบโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนในผู้ป่วยรายใด แม้จะไม่ได้มาด้วยภาวะอ้วนโดยตรง ก็ควรมีการประเมินภาวะอ้วนและระดับความรุนแรงของภาวะอ้วนร่วมด้วย
ความรุนแรงของโรคอ้วน
ควรจัดระดับความรุนแรงของโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงต่อภาวะแทรกซ้อน (complication-specific criteria)
|
ระดับความรุนแรงของโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงต่อภาวะแทรกซ้อน |
|||
|
ค่าBMI (kg/m²) |
องค์ประกอบทางคลินิก |
ระยะโรค |
ภาวะแทรกซ้อน |
|
<25 (<23ในบางเชื้อชาติ) |
|
น้ำหนักตัวปกติ |
ไม่มี |
|
25–29.9 (23–24.9ในบางเชื้อชาติ) |
ประเมินภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมไขมัน (adiposity-related complications)และระดับความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว ได้แก่
|
น้ำหนักเกิน ระยะ0 |
ไม่มี |
|
≥30 (≥25ในบางเชื้อชาติ) |
อ้วน ระยะ0 |
ไม่มี |
|
|
≥25( ≥23ในบางเชื้อชาติ) |
อ้วน ระยะ1 |
≥1ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงน้อย-ปานกลาง |
|
|
อ้วน ระยะ2 |
อย่างน้อย 1 ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง |
||
อีกทางเลือกหนึ่ง สามารถใช้ Edmonton Obesity Staging System หรือ King’s Obesity Staging Criteria เพื่อประเมินผลกระทบของภาวะอ้วนต่อสุขภาพทางกาย จิตใจ และการทำงานของร่างกายได้ โดยระบบเหล่านี้ยังช่วยในการกำหนดประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการรักษาอีกด้วย
