Obesity โรคอ้วน Initial Assessment

Last updated: 20 January 2026

การซักประวัติ

ในระหว่างการซักประวัติ ควรสอบถามประวัติน้ำหนัก, พฤติกรรมการกิน, กิจกรรมทางกาย, การดื่มแอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่, พฤติกรรมการนอนหลับ, โรคหรือภาวะพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคต่อการออกกำลังกายหรือการลดน้ำหนัก รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อน้ำหนัก 

ควรพิจารณาแยกโรคอ้วนที่สามารถระบุสาเหตุได้ เช่น ยาบางชนิด หรือประวัติของโรคทางพันธุกรรมหรือโรคต่อมไร้ท่อ (เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ, Cushing’s syndrome) ยาที่มีแนวโน้มทำให้น้ำหนักเพิ่ม ได้แก่ ยากลุ่มรักษาเบาหวาน (เช่น insulin, meglitinides, sulfonylureas, thiazolidinediones), ยาลดความดันโลหิต (เช่น alpha-adrenergic blockers, beta-blockers [atenolol, metoprolol, nadolol, propranolol]), ยากันชัก (เช่น carbamazepine, gabapentin, pregabalin, valproic acid), ยารักษาอาการซึมเศร้า (เช่น lithium, monoamine oxidase inhibitors [MAOIs], serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors [SNRIs], paroxetine, tricyclic antidepressants [TCAs]), และยารักษาโรคจิตเวชบางชนิด (เช่น clozapine, olanzapine, quetiapine, risperidone). 

จำเป็นต้องประเมินภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงทางเมแทบอลิซึมที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, MAFLD, โรคหัวใจและหลอดเลือด, หรือข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากอาจมีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาและผลลัพธ์ ควรประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับความสามารถที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนหรือการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และควรประเมินภาวะโรคอ้วนร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อลีบ 

ควรสอบถามประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคอ้วน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดผิดปกติ, มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน หรือโรคไทรอยด์ 
ในผู้หญิง ควรตรวจสอบว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ เนื่องจากไม่แนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมลดน้ำหนักในช่วงเวลาดังกล่าว 

การตรวจร่างกาย

ในระหว่างการตรวจร่างกาย ควรวัดความดันโลหิตของผู้ป่วยทั้งสองแขน เพื่อคัดกรองภาวะความดันโลหิตสูง และตรวจหาอาการหรืออาการแสดงของโรคไทรอยด์, Cushing’s syndrome, hypogonadism, ลักษณะร่างกายผิดปกติ (dysmorphism), และสัญญาณของภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น acanthosis nigricans 

Obesity PEObesity PE


ควรประเมินสภาพจิตใจของผู้ป่วย เช่น มุมมองต่อตนเอง, สุขภาพจิตโดยรวม, ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด, ความผิดปกติของการกิน, การมีภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติของอารมณ์อื่น ๆ, การใช้สารเสพติด รวมถึงอุปสรรคทางจิตสังคมที่อาจมีผลต่อการรักษา หากคะแนนแบบประเมิน Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9) มีค่า ≥10 เมื่อใช้คัดกรองภาวะซึมเศร้า ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยให้จิตแพทย์ 

การวัดด้านมานุษยวิทยา (Anthropometry) 

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index - BMI) 
 BMI คือการวัดน้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง ใช้เพื่อประเมินปริมาณไขมันในร่างกายโดยรวม และช่วยพยากรณ์สุขภาพในอนาคต เนื่องจาก BMI ที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดหรือการเสียชีวิต, อัตราการตายโดยรวม, โรคเบาหวาน, ความผิดปกติของการนอน, โรคข้อเข่าเสื่อม, และโรคมะเร็งบางชนิด (เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, มะเร็งหลอดอาหาร) 

ควรวัดเป็นประจำทุกปีเพื่อคัดกรอง และเมื่อจำเป็นในการบริหารจัดการ โดยคำนวณจากสูตร: BMI = น้ำหนัก (kg) / ส่วนสูง (m)² 
ซึ่งประเทศในเอเชียมีเกณฑ์ BMI สำหรับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
การคำนวณนี้สามารถใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรใช้เปอร์เซ็นไทล์ของ BMI ตามอายุเพื่อระบุสถานะน้ำหนักที่เหมาะสม การสะสมไขมันที่มีความเสี่ยงสูงสามารถพบได้ในผู้ใหญ่เชื้อสายยุโรปที่มี BMI ≥25 kg/m² และอัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง >0.5 หาก BMI และการตรวจร่างกายไม่ชัดเจน อาจพิจารณาใช้การตรวจ dual-energy X-ray absorptiometry หรือ bioelectric impedance เพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกายและไขมัน (เช่น ร้อยละไขมันในร่างกาย และการกระจายไขมัน)


เส้นรอบเอวและอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก (Waist Circumference and Waist-to-Hip Ratio [WHR]) 
การวัดเส้นรอบเอวและอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการประเมินไขมันภายในช่องท้อง ก่อนและระหว่างการรักษาเพื่อลดน้ำหนัก เส้นรอบเอวควรวัดที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างยอดของกระดูกสะโพก (superior iliac crest) และขอบล่างของซี่โครงซี่สุดท้าย
WHR คำนวณจากการวัดรอบเอวหารด้วยรอบสะโพก โดยวัดรอบสะโพกที่บริเวณที่นูนที่สุดของก้น
สูตร: WHR = เส้นรอบเอว / เส้นรอบสะโพก 
การวัดนี้ถือเป็นทางเลือกหลักในการจำแนกภาวะอ้วนลงพุง โดยเกณฑ์กำหนดที่เส้นรอบเอว ≥90 ซม. สำหรับผู้ชายชาวเอเชีย และ ≥80 ซม. สำหรับผู้หญิงชาวเอเชีย รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงทางคลินิก โดยเฉพาะในผู้ที่มี BMI ปกติหรืออยู่ในช่วง pre-obesity และควรวัดเป็นประจำทุกปี การมีเส้นรอบเอวที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด แม้ผู้ป่วยจะไม่เข้าเกณฑ์โรคอ้วนตาม BMI ก็ตาม 

การจำแนกน้ำหนักตัวในผู้ใหญ่ตามดัชนีมวลกาย (Body Mass Index[BMI])

การจำแนกตามWHO

เกณฑ์BMIตามWHO(kg/m2)

ความเสี่ยงของโรคร่วม

เกณฑ์ BMI สำหรับ
ชาวเอเชีย
(kg/m2)

น้ำหนักน้อย (Underweight)

<18.5

ความเสี่ยงต่ำ แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อปัญหาทางคลินิกอื่น ๆ

<18.5

น้ำหนักปกติ (Normal)

18.5–24.9

ความเสี่ยงตามค่าเฉลี่ย

18.5–22.9

น้ำหนักเกิน / ก่อนอ้วน
(
Overweight or Pre-obese)

25.0–29.9

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

23.0–24.4

อ้วนระดับ1 (Obese Class I)

30.0–34.9

ความเสี่ยงสูง

25.0–29.9

อ้วนระดับ2 (Obese Class II)

35.0–39.9

ความเสี่ยงสูงมาก

30.0–34.9

อ้วนระดับ3 (Obese Class III)

≥40.0

ความเสี่ยงสูงมากที่สุด

35.0


เชื้อชาติ

เส้นรอบเอวที่มีความเสี่ยงสูง (cm)

อัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพกที่มีความเสี่ยงสูง

ชาย

หญิง

ชาย

หญิง

Asians

90

≥80

≥1.0

≥0.85

Caucasians

≥102

≥88

≥1.0

≥0.85


Obesity_Initial AssessmentObesity_Initial Assessment


สามารถวินิจฉัยภาวะอ้วนได้ในผู้ใหญ่เชื้อสายยุโรปที่มี BMI ≥25 kg/m², อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง >0.5 และมีความบกพร่องทางสรีรวิทยา ทางการแพทย์ หรือการทำงานของร่างกาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบผู้ที่มีภาวะอ้วนควรประเมินโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนด้วย และควรมีการจัดระดับความรุนแรงหากพบว่าเป็นโรคร่วมจริง แนวทางการรักษาและเป้าหมายของการรักษาควรปรับให้เหมาะสมตามการมีอยู่และความรุนแรงของโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน นอกจากนี้ หากพบโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนในผู้ป่วยรายใด แม้จะไม่ได้มาด้วยภาวะอ้วนโดยตรง ก็ควรมีการประเมินภาวะอ้วนและระดับความรุนแรงของภาวะอ้วนร่วมด้วย 

ความรุนแรงของโรคอ้วน 
ควรจัดระดับความรุนแรงของโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงต่อภาวะแทรกซ้อน (complication-specific criteria) 

ระดับความรุนแรงของโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงต่อภาวะแทรกซ้อน

ค่าBMI (kg/m²)

องค์ประกอบทางคลินิก

ระยะโรค

ภาวะแทรกซ้อน

<25 (<23ในบางเชื้อชาติ)

 

น้ำหนักตัวปกติ

ไม่มี

25–29.9 (23–24.9ในบางเชื้อชาติ)

ประเมินภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมไขมัน (adiposity-related complications)และระดับความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว ได้แก่

  • โรคหอบหืด หรือกลุ่มของโรคที่หลอดลมมีความไวมากผิดปกติ

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • โรคซึมเศร้า

  • โรคไขมันในเลือดผิดปกติ

  • ภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง

  • โรคกรดไหลย้อน

  • โรคความดันโลหิตสูง

  • ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย

  • กลุ่มอาการผิดปกติทางเมแทบอิก

  • MAFLD

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • โรคข้อเสื่อม

  • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่

  • ภาวะก่อนเบาหวาน หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2

  • ภาวะปัสสาวะเล็ด

น้ำหนักเกิน ระยะ0

ไม่มี

≥30 (≥25ในบางเชื้อชาติ)

อ้วน ระยะ0

ไม่มี

≥25( ≥23ในบางเชื้อชาติ)

อ้วน ระยะ1

≥1ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงน้อย-ปานกลาง

อ้วน ระยะ2

อย่างน้อย 1 ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

อ้างอิงจาก American Association of Clinical Endocrinologists (AACE) and American College of Endocrinology (ACE) comprehensive clinical practice guidelines for medical care of patients with obesity. Endocr Pract. 2016 Jul;22 Suppl 3:1-203.  

อีกทางเลือกหนึ่ง สามารถใช้ Edmonton Obesity Staging System หรือ King’s Obesity Staging Criteria เพื่อประเมินผลกระทบของภาวะอ้วนต่อสุขภาพทางกาย จิตใจ และการทำงานของร่างกายได้ โดยระบบเหล่านี้ยังช่วยในการกำหนดประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการรักษาอีกด้วย