บทนำ
โรควิตกกังวล (Anxiety disorders) เป็นกลุ่มโรคที่มีลักษณะร่วมกัน ได้แก่ ได้แก่ ความกลัว (fear) และความวิตกกังวล (anxiety) ที่มากเกินควร ร่วมกับความผิดปกติทางพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยโรควิตกกังวลมักพบร่วมกับอาการซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้า (major depressive disorder) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลรุนแรง
ระบาดวิทยา
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder)
ความชุกของโรควิตกกังวลทั่วไปในประชากรทั่วไปของสหรัฐอเมริกา (US) อยู่ที่ 0.9% ในวัยรุ่น และ 2.9% ในผู้ใหญ่ ขณะที่ความชุกในประเทศอื่น ๆ อยู่ที่ประมาณ 0.4–3.6% โดยพบว่าอุบัติการณ์ของโรควิตกกังวลทั่วไปในประชากรเอเชีย แอฟริกา ชนพื้นเมืองอเมริกัน และชาวหมู่เกาะแปซิฟิกต่ำกว่าประชากรยุโรป ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตลอดช่วงชีวิต (morbidity risk) อยู่ที่ 9% และโรคมักเกิดในวัยกลางคน โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตรา 2:1
โรคแพนิค (Panic Disorder)
ความชุกของโรคแพนิคในประชากรทั่วไปของสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 2–3% ทั้งในผู้ใหญ่และวัยรุ่น โดยพบความชุกของโรคแพนิคต่ำกว่าในชาวลาติน ชาวแอฟริกันอเมริกัน ชาวแคริบเบียนเชื้อสายแอฟริกัน และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ขณะที่พบความชุกสูงกว่าในชนพื้นเมืองอเมริกันและชาวผิวขาวที่ไม่ใช่ชาวลาติน ความชุกของโรคแพนิคในประเทศแถบเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 0.1–0.8% โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตรา 2:1 และพบความชุกต่ำในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี โรคแพนิคพบมากที่สุดในวัยผู้ใหญ่ และความชุกจะลดลงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 64 ปี
โรคกลัวทางสังคม (Social Anxiety Disorder)
ความชุกของโรควิตกกังวลทางสังคมในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 7% ขณะที่ในยุโรปอยู่ที่ 2.3% โดยพบความชุกในเด็กและวัยรุ่นใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มลดลงตามอายุ ในผู้ใหญ่พบความชุกอยู่ที่ประมาณ 2–5% โดยอัตราส่วนโอกาสการเกิดโรคในเพศหญิงเมื่อเทียบกับเพศชายอยู่ที่ 1.5–2.2 เท่า
Anxiety_Disease Background
ความชุกของโรควิตกกังวลทั่วไปในประชากรทั่วไปของสหรัฐอเมริกา (US) อยู่ที่ 0.9% ในวัยรุ่น และ 2.9% ในผู้ใหญ่ ขณะที่ความชุกในประเทศอื่น ๆ อยู่ที่ประมาณ 0.4–3.6% โดยพบว่าอุบัติการณ์ของโรควิตกกังวลทั่วไปในประชากรเอเชีย แอฟริกา ชนพื้นเมืองอเมริกัน และชาวหมู่เกาะแปซิฟิกต่ำกว่าประชากรยุโรป ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตลอดช่วงชีวิต (morbidity risk) อยู่ที่ 9% และโรคมักเกิดในวัยกลางคน โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตรา 2:1
โรคแพนิค (Panic Disorder)
ความชุกของโรคแพนิคในประชากรทั่วไปของสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 2–3% ทั้งในผู้ใหญ่และวัยรุ่น โดยพบความชุกของโรคแพนิคต่ำกว่าในชาวลาติน ชาวแอฟริกันอเมริกัน ชาวแคริบเบียนเชื้อสายแอฟริกัน และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ขณะที่พบความชุกสูงกว่าในชนพื้นเมืองอเมริกันและชาวผิวขาวที่ไม่ใช่ชาวลาติน ความชุกของโรคแพนิคในประเทศแถบเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 0.1–0.8% โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตรา 2:1 และพบความชุกต่ำในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี โรคแพนิคพบมากที่สุดในวัยผู้ใหญ่ และความชุกจะลดลงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 64 ปี
โรคกลัวทางสังคม (Social Anxiety Disorder)
ความชุกของโรควิตกกังวลทางสังคมในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 7% ขณะที่ในยุโรปอยู่ที่ 2.3% โดยพบความชุกในเด็กและวัยรุ่นใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มลดลงตามอายุ ในผู้ใหญ่พบความชุกอยู่ที่ประมาณ 2–5% โดยอัตราส่วนโอกาสการเกิดโรคในเพศหญิงเมื่อเทียบกับเพศชายอยู่ที่ 1.5–2.2 เท่า
Anxiety_Disease Backgroundพยาธิสรีรวิทยา
พยาธิกำเนิดของโรควิตกกังวลยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม โรควิตกกังวลอาจเกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างปัจจัยทางชีวภาพ จิตวิทยา และสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้
ประการแรก ปัจจัยทางพันธุกรรม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวลทั่วไป (generalized anxiety disorder) โดยการศึกษาในฝาแฝดพบการเกิดโรคภายในครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญในโรควิตกกังวลทั่วไป โรคแพนิค โรคกลัว (phobias) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder) ทั้งนี้ อัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (heritability) ของโรควิตกกังวลแตกต่างกันไป ตั้งแต่ประมาณ 30–35% จนสูงถึง 50–60%
ประการที่สอง ผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีการทำงานของ amygdala เพิ่มขึ้นมากเมื่อได้รับสิ่งเร้าที่กระตุ้นความวิตกกังวล นอกจากนี้ การศึกษายังพบความผิดปกติของการประสานงานระหว่างวงจรสมองบริเวณ amygdala และ prefrontal cortex ในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป ขณะเดียวกัน การตรวจ PET scan พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเผาผลาญกลูโคสใน amygdala, thalamus, medulla, right posterior temporal lobe, inferior gyrus, cerebellum และ right frontal gyrus ในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไปและโรคแพนิค
ประการสุดท้าย พบว่าผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีความโน้มเอียงในการรับรู้สิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคาม โดยมีการบิดเบือนการรับรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะของความวิตกกังวล ได้แก่ การเฝ้าระวังสิ่งเร้าที่อาจเป็นภัยคุกคามมากเกินไป การตีความสิ่งเร้าที่เป็นกลางว่าเป็นภัยคุกคามมากเกินไป และการให้ความสนใจกับสิ่งเร้าที่อาจเป็นภัยคุกคามมากขึ้น ความโน้มเอียงต่อภัยคุกคามในการประมวลผลข้อมูลทางความคิดนี้พบได้อย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยโรควิตกกังวล
ประการแรก ปัจจัยทางพันธุกรรม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวลทั่วไป (generalized anxiety disorder) โดยการศึกษาในฝาแฝดพบการเกิดโรคภายในครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญในโรควิตกกังวลทั่วไป โรคแพนิค โรคกลัว (phobias) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder) ทั้งนี้ อัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (heritability) ของโรควิตกกังวลแตกต่างกันไป ตั้งแต่ประมาณ 30–35% จนสูงถึง 50–60%
ประการที่สอง ผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีการทำงานของ amygdala เพิ่มขึ้นมากเมื่อได้รับสิ่งเร้าที่กระตุ้นความวิตกกังวล นอกจากนี้ การศึกษายังพบความผิดปกติของการประสานงานระหว่างวงจรสมองบริเวณ amygdala และ prefrontal cortex ในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป ขณะเดียวกัน การตรวจ PET scan พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเผาผลาญกลูโคสใน amygdala, thalamus, medulla, right posterior temporal lobe, inferior gyrus, cerebellum และ right frontal gyrus ในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไปและโรคแพนิค
ประการสุดท้าย พบว่าผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีความโน้มเอียงในการรับรู้สิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคาม โดยมีการบิดเบือนการรับรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะของความวิตกกังวล ได้แก่ การเฝ้าระวังสิ่งเร้าที่อาจเป็นภัยคุกคามมากเกินไป การตีความสิ่งเร้าที่เป็นกลางว่าเป็นภัยคุกคามมากเกินไป และการให้ความสนใจกับสิ่งเร้าที่อาจเป็นภัยคุกคามมากขึ้น ความโน้มเอียงต่อภัยคุกคามในการประมวลผลข้อมูลทางความคิดนี้พบได้อย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยโรควิตกกังวล
