บทนำ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus disease 2019; COVID-19) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ซึ่งมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019
ระบาดวิทยา
ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ได้รับการยืนยันแล้วทั้งหมด 778,474,217 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 7,099,716 ราย
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค ข้อมูลจาก WHO ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พบจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันดังนี้:
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค ข้อมูลจาก WHO ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พบจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันดังนี้:
- ทวีปอเมริกา: 193,602,165 ราย
- ยุโรป: 281,322,281 ราย
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: 55,101,182 ราย
- ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก: 23,417,911 ราย
- แอฟริกา: 9,588,854 ราย
- แปซิฟิกตะวันตก: 215,441,060 ราย
สาเหตุการเกิดโรค
เชื้อ SARS-CoV-2 จัดอยู่ในสกุล Betacoronavirus (สกุลย่อย Sarbecovirus) ในวงศ์ Coronaviridae เป็นไวรัสที่มีเยื่อหุ้ม มีสารพันธุกรรมเป็น RNA สายเดี่ยวชนิด positive-sense และมีจีโนมขนาดประมาณ 30 kb โดย SARS-CoV-2 มีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับ SARS-CoV-1 มากที่สุด และเชื้อทั้งสองชนิดอยู่ในสกุลย่อย Sarbecovirus ของสกุล Betacoronavirus เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบว่า SARS-CoV-1 มีการแพร่เชื้ออยู่ในประชากรมนุษย์
สายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern; VOC) คือ สายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งคาดว่าหรือพบว่าส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ เช่น ความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ความไวต่อการรักษาด้วยยา และความสามารถในการตรวจพบเชื้อ นอกจากนี้ สายพันธุ์ดังกล่าวต้องมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาดในภูมิภาคของ WHO มากกว่าหนึ่งภูมิภาค โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นตามเวลา หรือมีผลกระทบทางระบาดวิทยาอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก
ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ยังไม่พบสายพันธุ์ที่จัดเป็น VOC ทั้งนี้สายพันธุ์ที่จะได้รับการจัดเป็น VOC ต้องมีลักษณะเข้าเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อต่อไปนี้
สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (variant of interest; VOI) หมายถึงสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งคาดว่าหรือพบว่าส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ เช่น ความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ความไวต่อการรักษาด้วยยา และความสามารถในการตรวจพบเชื้อ นอกจากนี้ สายพันธุ์ดังกล่าวต้องมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาดในภูมิภาคของ WHO มากกว่าหนึ่งภูมิภาค โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นควบคู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นตามเวลา หรือมีผลกระทบทางระบาดวิทยาอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก
ณ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566 WHO กำหนดให้ใช้ตัวอักษรกรีกในการเรียกชื่อสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern; VOC) ขณะที่สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variants of Interest - VOI) จะเรียกตามระบบการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อยู่ ได้แก่ Nextstrain และ Pango
สายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการติดตาม (variants under monitoring; VUMs) ตามคำนิยามในการปฏิบัติงานของ WHO ณ วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566 หมายถึงสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งคาดว่าอาจส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ และเริ่มมีสัญญาณว่ามีความสามารถในการแพร่กระจายได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาด เช่น อาจมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นในระดับโลกหรือเฉพาะในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของ WHO อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบต่อลักษณะของเชื้อหรือสถานการณ์ทางระบาดวิทยายังไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินซ้ำเมื่อมีหลักฐานใหม่
สายพันธุ์อาจถูกจัดเป็น VUM หากมีการกลายพันธุ์จำนวนมากผิดปกติในตำแหน่งแอนติเจนที่ทราบกัน แต่มีข้อมูลลำดับพันธุกรรมของเชื้อน้อยเกินกว่าจะประเมินความได้เปรียบในการแพร่กระจายเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นได้ และมีหลักฐานว่ามีการแพร่เชื้อในชุมชนอย่างน้อย 2 ประเทศภายในระยะเวลา 2–4 สัปดาห์
สายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern; VOC) คือ สายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งคาดว่าหรือพบว่าส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ เช่น ความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ความไวต่อการรักษาด้วยยา และความสามารถในการตรวจพบเชื้อ นอกจากนี้ สายพันธุ์ดังกล่าวต้องมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาดในภูมิภาคของ WHO มากกว่าหนึ่งภูมิภาค โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นตามเวลา หรือมีผลกระทบทางระบาดวิทยาอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก
ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ยังไม่พบสายพันธุ์ที่จัดเป็น VOC ทั้งนี้สายพันธุ์ที่จะได้รับการจัดเป็น VOC ต้องมีลักษณะเข้าเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อต่อไปนี้
- ส่งผลให้ความรุนแรงของโรคในทางคลินิกเพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นอันตราย
- ทำให้ลักษณะทางระบาดวิทยาของ COVID-19 เปลี่ยนแปลงไปจนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของระบบสุขภาพในการดูแลผู้ป่วย COVID-19 หรือผู้ป่วยโรคอื่น ๆ จนจำเป็นต้องมีมาตรการด้านสาธารณสุขที่สำคัญ
- ทำให้ประสิทธิผลของวัคซีนที่มีอยู่ในการป้องกันโรครุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (variant of interest; VOI) หมายถึงสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งคาดว่าหรือพบว่าส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ เช่น ความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ความไวต่อการรักษาด้วยยา และความสามารถในการตรวจพบเชื้อ นอกจากนี้ สายพันธุ์ดังกล่าวต้องมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาดในภูมิภาคของ WHO มากกว่าหนึ่งภูมิภาค โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นควบคู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นตามเวลา หรือมีผลกระทบทางระบาดวิทยาอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก
| สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variants of Interest - VOI) ที่แพร่ระบาด ณ วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567 |
|||
| สายพันธุ์ตาม Pango Lineage |
Nextstrain Clade |
ลักษณะทางพันธุกรรม | ตัวอย่างที่ตรวจพบครั้งแรก |
| JN.1 (ไม่รวมสายพันธุ์ย่อยของ JN.1 ที่จัดเป็น VUM) | 24A | BA.2.86 + S:L455S | 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566 |
สายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการติดตาม (variants under monitoring; VUMs) ตามคำนิยามในการปฏิบัติงานของ WHO ณ วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566 หมายถึงสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งคาดว่าอาจส่งผลต่อลักษณะของเชื้อ และเริ่มมีสัญญาณว่ามีความสามารถในการแพร่กระจายได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาด เช่น อาจมีแนวโน้มแพร่เพิ่มขึ้นในระดับโลกหรือเฉพาะในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของ WHO อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบต่อลักษณะของเชื้อหรือสถานการณ์ทางระบาดวิทยายังไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินซ้ำเมื่อมีหลักฐานใหม่
สายพันธุ์อาจถูกจัดเป็น VUM หากมีการกลายพันธุ์จำนวนมากผิดปกติในตำแหน่งแอนติเจนที่ทราบกัน แต่มีข้อมูลลำดับพันธุกรรมของเชื้อน้อยเกินกว่าจะประเมินความได้เปรียบในการแพร่กระจายเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นได้ และมีหลักฐานว่ามีการแพร่เชื้อในชุมชนอย่างน้อย 2 ประเทศภายในระยะเวลา 2–4 สัปดาห์
| สายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดและอยู่ระหว่างการติดตาม (VUMs) ณ วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568 | |||
| สายพันธุ์ตาม Pango Lineage |
Nextstrain Clade | ลักษณะทางพันธุกรรม | ตัวอย่างที่ตรวจพบครั้งแรก |
| KP.3 | 24C | JN.1 + S:F456L, S:Q493E, S:V1104L | 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 |
| KP.3.1.1 | 24E | KP.3 + S:S31- | 27 มีนาคม พ.ศ. 2567 |
| LP.8.1 | 25A | JN.1 + S:S31-, S:F186L, S:R190S, S:R346T, S:V445R, S:F456L, S:Q493E, S:K1086R, S:V1104L | 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 |
| NB.1.8.1 | 25B | JN.1 + S:T22N, S:F59S, S:G184S, S:A435S, S:F456L, S:T478I, S:Q493E | 22 มกราคม พ.ศ. 2568 |
| XEC | 24F | JN.1 + S:T22N, S:F59S, S:F456L, S:Q493E, S:V1104L | 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567 |
| XFG | 25C | JN.1 + S:T22N, S:S31P, S:K182R, S:R190S, S:R346T, S:K444R, S:V445R, S:F456L, S:N487D, S:Q493E, S:T572I | 27 มกราคม พ.ศ. 2568 |
พยาธิสรีรวิทยา
การติดเชื้อเกิดจากโปรตีนหนาม (spike protein) บนผิวของไวรัสจับกับตัวรับ angiotensin-converting enzyme 2 (ACE2) ของมนุษย์ หลังจากโปรตีนหนามถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ transmembrane protease serine 2
รูปแบบการแพร่เชื้อ
COVID-19 แพร่เชื้อผ่านการสัมผัสและละอองฝอย โดยอาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรง การสัมผัสทางอ้อม หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อและสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลายและสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เชื้อสามารถแพร่ผ่านอากาศได้ในระหว่างการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ก่อให้เกิดละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศ
Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)_Disease Background
การแพร่เชื้อผ่านสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ โดยสามารถตรวจพบเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ยังคงสามารถแพร่เชื้อได้ และ/หรือสารพันธุกรรมของเชื้อที่ตรวจด้วยวิธี reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) บนพื้นผิวเหล่านี้ได้นานตั้งแต่หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิและความชื้น รวมถึงชนิดของพื้นผิว
การแพร่เชื้ออาจเกิดผ่านปัสสาวะ อุจจาระ พลาสมา หรือซีรัมได้เช่นกัน
ระยะฟักตัว
โดยทั่วไป หลังสัมผัสเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายในเฉลี่ย 4–6 วัน โดยระยะฟักตัวอาจอยู่ในช่วง 1–14 วัน
รูปแบบการแพร่เชื้อ
COVID-19 แพร่เชื้อผ่านการสัมผัสและละอองฝอย โดยอาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรง การสัมผัสทางอ้อม หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อและสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลายและสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เชื้อสามารถแพร่ผ่านอากาศได้ในระหว่างการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ก่อให้เกิดละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศ
Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)_Disease Backgroundการแพร่เชื้อผ่านสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ โดยสามารถตรวจพบเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ยังคงสามารถแพร่เชื้อได้ และ/หรือสารพันธุกรรมของเชื้อที่ตรวจด้วยวิธี reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) บนพื้นผิวเหล่านี้ได้นานตั้งแต่หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิและความชื้น รวมถึงชนิดของพื้นผิว
การแพร่เชื้ออาจเกิดผ่านปัสสาวะ อุจจาระ พลาสมา หรือซีรัมได้เช่นกัน
ระยะฟักตัว
โดยทั่วไป หลังสัมผัสเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายในเฉลี่ย 4–6 วัน โดยระยะฟักตัวอาจอยู่ในช่วง 1–14 วัน
ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ
ความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้:
ความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้:
- เชื้อไวรัสยังสามารถเพิ่มจำนวนและแพร่เชื้อได้หรือไม่
- ผู้ติดเชื้อมีอาการหรือไม่ เช่น อาการไอ
- พฤติกรรมของผู้ติดเชื้อและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ป่วย COVID-19 จะเริ่มสร้างแอนติบอดีที่สามารถยับยั้งเชื้อ (neutralizing antibodies) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ โดยทั่วไปจะเริ่มพบประมาณ 5–10 วันหลังติดเชื้อ SARS-CoV-2
