การติดตามอาการ
ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวควรได้รับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก
6 เดือน เพื่อประเมินอาการและปรับการรักษาให้เหมาะสมแม้ผู้ป่วยจะมีอาการคงที่และควบคุมอาการได้ดีแล้วก็ตาม
ควรมีการตรวจติดตามหลังผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลภายใน 1–2 สัปดาห์
(หรือภายใน 7 วัน หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวที่แย่ลง)
เพื่อประเมินภาวะการคั่งของน้ำและการตอบสนองต่อยา รวมถึงการเริ่มหรือปรับเพิ่มขนาดยาในการรักษาตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น HFrEF ที่มีค่า LVEF >40% จะถือว่าเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มของ HFimpEF (heart failure with improved left ventricular ejection fraction) และควรได้รับการรักษาตาม GDMT อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหัวใจล้มเหลวและการมีการทำงานของหัวใจห้องซ้ายล่างที่ลดลง
ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้ยา inotrope ทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง อาการอยู่ในระดับ NYHA Class IIIb/IV หรือมีค่า natriuretic peptide สูงอย่างต่อเนื่อง อวัยวะปลายทางมีการทำงานล้มเหลว มีค่า EF ≤35% มีการช็อกด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจซ้ำหลายครั้ง มีการเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีอาการทางคลินิกที่แย่ลง มีอาการบวมน้ำแม้จะเพิ่มขนาดยาขับปัสสาวะแล้วก็ตาม ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่ำหรือชีพจรเต้นเร็ว และผู้ที่ไม่สามารถทนหรือจำเป็นต้องลดขนาดยาตาม GDMT
ข้อบ่งชี้อื่น ๆ ที่ควรส่งต่อ ได้แก่ ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ว่าจะมีค่า EF เท่าใดก็ตาม มีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดขึ้นต้องการความเห็นจากแพทย์ลำดับที่สองเพิ่มเติม การประเมินผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรงรายปี และการประเมินผู้ป่วยเพื่อพิจารณาเข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิก
การดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในระยะท้ายของชีวิตก็เป็นส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรง โดยสามารถเริ่มให้การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะต้นของโรค เนื่องจากสามารถช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้
ผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น HFrEF ที่มีค่า LVEF >40% จะถือว่าเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มของ HFimpEF (heart failure with improved left ventricular ejection fraction) และควรได้รับการรักษาตาม GDMT อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหัวใจล้มเหลวและการมีการทำงานของหัวใจห้องซ้ายล่างที่ลดลง
ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้ยา inotrope ทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง อาการอยู่ในระดับ NYHA Class IIIb/IV หรือมีค่า natriuretic peptide สูงอย่างต่อเนื่อง อวัยวะปลายทางมีการทำงานล้มเหลว มีค่า EF ≤35% มีการช็อกด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจซ้ำหลายครั้ง มีการเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีอาการทางคลินิกที่แย่ลง มีอาการบวมน้ำแม้จะเพิ่มขนาดยาขับปัสสาวะแล้วก็ตาม ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่ำหรือชีพจรเต้นเร็ว และผู้ที่ไม่สามารถทนหรือจำเป็นต้องลดขนาดยาตาม GDMT
ข้อบ่งชี้อื่น ๆ ที่ควรส่งต่อ ได้แก่ ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ว่าจะมีค่า EF เท่าใดก็ตาม มีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดขึ้นต้องการความเห็นจากแพทย์ลำดับที่สองเพิ่มเติม การประเมินผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรงรายปี และการประเมินผู้ป่วยเพื่อพิจารณาเข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิก
การดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในระยะท้ายของชีวิตก็เป็นส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรง โดยสามารถเริ่มให้การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะต้นของโรค เนื่องจากสามารถช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้
พยากรณ์โรค
การประเมินการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวได้รับข้อมูลของโรคที่ชัดเจนและสามารถวางแผนต่อไปได้ดียิ่งขึ้น
โดยมีการใช้แบบประเมินความเสี่ยงแบบหลายตัวแปรที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว เช่น Seattle
Heart Failure Model, Heart Failure Survival Score, และ Meta-analysis
Global Group in Chronic Heart Failure (MAGGIC) score เพื่อคาดการณ์อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย
การประเมินการพยากรณ์โรคยังช่วยระบุผู้ป่วยที่ควรได้รับการพิจารณาการปลูกถ่ายหัวใจ
หรือการรักษาด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีในภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีในภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่
- ผู้ป่วยที่มีอายุมาก
- มีสาเหตุจากภาวะขาดเลือด
- ระดับ NYHA แย่ลง (Class III-IV)
- ความดันโลหิตต่ำแบบเรื้อรัง
- หัวใจเต้นเร็วขณะพัก
- ไม่สามารถทนต่อการรักษาตาม GDMT ในขนาดยาที่เหมาะสม
- จำเป็นต้องใช้ยาขับปัสสาวะเพิ่ม หรือมีภาวะคั่งน้ำที่ดื้อต่อการรักษา
- เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากหัวใจล้มเหลวมากกว่า 1 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา
- เคยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและได้รับการกู้ชีพ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย CRT
- ค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดในขณะออกกำลังกาย (peak exercise O2 uptake) ลดลง
-
การขาดธาตุเหล็กไม่ว่าจะมีโรคโลหิตจางร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม
- โรคโลหิตจางมีความสัมพันธ์อย่างอิสระกับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว และการขาดธาตุเหล็กมีความสัมพันธ์กับการลดลงของความสามารถในการออกกำลังกาย และยังสัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่แย่ลง
- การทำงานของตับหรือไตเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง
- มีภาวะโซเดียมในเลือดต่ำเรื้อรัง
- ระดับ BNP/NT-proBNP สูงขึ้นอย่างชัดเจน
- ค่าบ่งชี้การเกิดพังผืดในกล้ามเนื้อหัวใจสูง (เช่น soluble ST2 receptor, galectin-3, high sensitivity cardiac troponin) และพบ neurohormonal activation
- QRS duration กว้างมากกว่า 120 msec จากการทำ 12-lead ECG
- ภาวะหัวใจเต้นเร็ว และพบ Q waves
- ภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว (left ventricular hypertrophy) และมีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะแบบรุนแรง
- ค่า LVEF ลดลงอย่างต่อเนื่อง
