Insomnia โรคนอนไม่หลับ Disease Background

Last updated: 13 February 2026

บทนำ

โรคนอนไม่หลับ (insomnia) คือ อาการรับรู้ของผู้ป่วย (subjective perception) ถึงความยากลำบากในการเริ่มนอน ระยะเวลาการนอน การคงสภาพการนอนหลับต่อเนื่องหรือคุณภาพการนอนที่บกพร่อง ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้มีโอกาสนอนเพียงพอ และก่อให้เกิดความบกพร่องในการทำงานในเวลากลางวัน

ระบาดวิทยา

โรคนอนไม่หลับเป็นความผิดปกติของการนอนที่พบมากที่สุดในประชากรทั่วไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า โรคนอนไม่หลับเป็นความผิดปกติทางการนอนที่พบบ่อยที่สุด และสร้างภาระอย่างมากต่อระบบสาธารณสุข ดังนั้นโรคนอนไม่หลับจึงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และการรักษาที่มีประสิทธิภาพ 
จากข้อมูลพบว่าประมาณร้อยละ 10 ของผู้ใหญ่เป็นโรคนอนไม่หลับ ในขณะที่ประมาณร้อยละ 30–50 ของประชากรมีอาการนอนไม่หลับชั่วคราว สำหรับความชุกของโรคนอนไม่หลับเรื้อรังนั้นคาดการณ์ว่าจะพบอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของประชากรในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม และพบบ่อยในเพศหญิงและผู้สูงอายุ 

พยาธิสรีรวิทยา

ลักษณะการหลับ-ตื่น (sleep-wake traits) เช่น ระยะเวลาและจังหวะการนอนนั้น มีพื้นฐานมาจากพันธุกรรม ยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคนอนไม่หลับ ได้แก่ Apolipoprotein (Apo) E4, Periodic Circadian Regulator 3 (PER3) และยีน Clock 3111C/C เป็นต้น นอกจากนี้ โรคนอนไม่หลับยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยระดับโมเลกุล เช่น Orexin, catecholamines และ histamine ซึ่งยับยั้งการนอนหลับ รวมถึงสารที่ส่งเสริมการนอน เช่น γ-aminobutyric acid (GABA) adenosine, serotonin, melatonin, prostaglandin D2 ตัวอย่างหนึ่งของกลไกที่นำไปสู่อาการนอนไม่หลับคือ การที่ Orexin กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในบริเวณที่ส่งเสริมการตื่น (wake-promoting area) และยับยั้งบริเวณที่ส่งเสริมการนอนหลับ (sleep-promoting areas) ในไฮโปทาลามัส 

การนอนไม่หลับมีความสัมพันธ์กับการกระตุ้นทางสรีรวิทยาหรือภาวะตื่นตัวมากเกินไป (hyperarousal) หรือการเพิ่มขึ้นของการกระตุ้นทางร่างกาย (somatic) การรู้คิด (cognitive) และการกระตุ้นของสมองส่วน cortex ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับจะพบปัญหาจากการกระตุ้นทางสรีรวิทยาทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจ การเผาผลาญพลังงาน และฮอร์โมน ในทางตรงกันข้ามการกระตุ้นนี้นำไปสู่การนอนหลับที่คุณภาพไม่ดี เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงกลางวัน อัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นและพบอาการวิตกกังวลในพบการรายงานในผู้ป่วยบางราย 

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนไม่หลับ ได้แก่:
  • อายุที่เพิ่มขึ้น: ผู้สูงอายุควรได้รับการประเมินอาการนอนไม่หลับ เนื่องจากมักพบรายงานปัญหาการนอนหลับในหลากหลายรูปแบบ เช่น ประสิทธิภาพการนอนลดลง ใช้เวลานานขึ้นเพื่อเริ่มนอนหลับ ตื่นกลางคืนบ่อย ใช้เวลาอยู่บนเตียงมากขึ้น ตื่นเช้ากว่าปกติ และงีบหลับช่วงกลางวันบ่อย 
  • เพศหญิง 
  • โรคทางกายและจิตเวช (เช่น โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์แปรปรวน)
  • ปัจจัยทางเศรษฐสังคม (เช่น ความเครียดในชีวิตสมรส ปัญหาทางการเงิน การว่างงาน) 
Insomnia_Disease BackgroundInsomnia_Disease Background

การจำแนกโรค

โรคนอนไม่หลับระยะสั้น (short-term insomnia disorder) 
ในโรคนอนไม่หลับระยะสั้นหรือโรคนอนไม่หลับเป็นครั้งคราว อาการจะปรากฏอยู่ <3 เดือน มักเรียกว่า "โรคนอนไม่หลับจากการปรับตัว (adjustment insomnia)" หรือ "โรคนอนไม่หลับเฉียบพลัน (acute insomnia)" โดยผู้ป่วยจะมีอาการนอนไม่หลับร่วมกับปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน ความผิดปกติของการนอนเกิดขึ้นระยะสั้น (เป็นวันถึงสัปดาห์) และคาดว่าจะหายได้เมื่อปัจจัยกระตุ้นหมดไปหรือผู้ป่วยปรับตัวได้ มักสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมการนอนที่ไม่คุ้นเคย เกิดความเครียดเฉพาะสถานการณ์ มีโรคทางกายหรืออาการปวดเฉียบพลัน การทำงานเป็นกะ หรือมีการใช้คาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ การวินิจฉัยยืนยันได้แน่ชัดเมื่ออาการของผู้ป่วยหายไปแล้วเท่านั้น โรคนอนไม่หลับระยะสั้นนี้ มักถูกกระตุ้นโดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการนอน ภาวะตื่นตัวสูง สุขอนามัยการนอนที่ไม่ดี หรือเกิดความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพระยะสั้น เช่น ภาวะ jet lag และการทำงานเป็นกะ  

โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (chronic insomnia disorder) 
ในกลุ่มโรคนี้ อาการนอนไม่หลับต้องปรากฏ อย่างน้อย 3 เดือน ด้วยความถี่ ≥3 ครั้ง/สัปดาห์ กลุ่มโรคนี้ครอบคลุมถึง primary insomnia, secondary insomnia และ comorbid insomnia โดยผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับเรื้อรังควรได้รับการประเมินภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย