อาการแสดงทางคลินิก
สัญญาณอันตรายและอาการจากการมี GH และ/หรือ IGF-1 มากเกินไป ได้แก่ เนื้อเยื่ออ่อนบวมและขนาดของมือและเท้าเพิ่มขึ้น, hyperhidrosis (เหงื่อออกมากผิดปกติ), อาการของ hypogonadism, ใบหน้าหยาบขึ้น, prognathism, ลิ้นโต (macroglossia), ข้ออักเสบ, gigantism และความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น hyperphosphatemia, hypercalciuria, hypertriglyceridemia และระดับ high-density lipoprotein C ต่ำ นอกจากนี้ยังพบโรคร่วมเหล่านี้ได้บ่อยขึ้น ได้แก่ obstructive sleep apnea, diabetes mellitus (DM) และ glucose intolerance, โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease, CHD), ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เช่น multinodular goiter รวมถึง colonic polyps และ adenocarcinoma
นอกจากนี้ อาจพบอาการที่เกิดจาก pituitary adenoma ลุกลามขึ้นไปเหนือ sella turcica (suprasellar extension) เช่น ความผิดปกติของลานสายตา (visual field defects), เห็นภาพซ้อน (diplopia) จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง, ปวดศีรษะ และการทำงานของต่อมใต้สมองลดลง ซึ่งอาจทำให้มีอาการอ่อนเพลีย, ความผิดปกติของประจำเดือน, ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ, ภาวะมีบุตรยาก และความต้องการทางเพศลดลง
Acromegaly.ai_Initial Assesment
นอกจากนี้ อาจพบอาการที่เกิดจาก pituitary adenoma ลุกลามขึ้นไปเหนือ sella turcica (suprasellar extension) เช่น ความผิดปกติของลานสายตา (visual field defects), เห็นภาพซ้อน (diplopia) จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง, ปวดศีรษะ และการทำงานของต่อมใต้สมองลดลง ซึ่งอาจทำให้มีอาการอ่อนเพลีย, ความผิดปกติของประจำเดือน, ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ, ภาวะมีบุตรยาก และความต้องการทางเพศลดลง
Acromegaly.ai_Initial Assesmentการวินิจฉัยและเกณฑ์การวินิจฉัย
การวินิจฉัย acromegaly ตั้งแต่ระยะแรกทำได้ยาก เนื่องจากสัญญาณอันตรายและอาการส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายมีการสร้าง GH และ IGF-1 มากเกินไปเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึม ระบบต่อมไร้ท่อ และรูปร่างของร่างกาย
ผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น acromegaly ควรได้รับการตรวจทางชีวเคมีเพื่อยืนยันการวินิจฉัย จากนั้นจึงตรวจทางภาพเพื่อหาสาเหตุของโรค
ผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น acromegaly ควรได้รับการตรวจทางชีวเคมีเพื่อยืนยันการวินิจฉัย จากนั้นจึงตรวจทางภาพเพื่อหาสาเหตุของโรค
