การติดตามผล
โรควิตกกังวลทั่วไป
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา ซึ่งเป็นระยะเฉียบพลัน โดยติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาและการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวสังคมที่ได้รับ SSRI หรือ serotonin and norepinephrine reuptake inhibitor ควรติดตามความเสี่ยงต่อการมีความคิดฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองเป็นรายสัปดาห์ จากนั้นควรประเมินการรักษาซ้ำทุกเดือน สำหรับ CBT ผลการรักษาสามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว โดยมีรายงานว่าผลการรักษายังคงอยู่ในการติดตามผู้ป่วยเป็นเวลานาน 1–5 ปี
โรคแพนิค
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา ซึ่งเป็นระยะเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ควรติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาและการตอบสนองต่อการรักษา และประเมินการรักษาซ้ำทุก 8–12 สัปดาห์
การปรับเปลี่ยนการรักษา
โรควิตกกังวลทั่วไป
หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจหลังได้รับการรักษาเป็นเวลา 4–8 สัปดาห์ อาจพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มขนาดยา เพิ่มหรือเปลี่ยนไปใช้ยาจากกลุ่มการรักษาอื่น และ/หรือเพิ่มการรักษาด้วยจิตบำบัด
โรคแพนิค (Panic Disorder)
ควรให้ระยะเวลาในการรักษาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ก่อนประเมินประสิทธิผลของการรักษา หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจพิจารณาเปลี่ยนแนวทางการรักษา เพิ่มจิตบำบัดหรือยา ส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และ/หรือประเมินการวินิจฉัยอีกครั้ง
โรคกลัวสังคม
ควรให้ระยะเวลาในการรักษา 12 สัปดาห์ก่อนประเมินประสิทธิผลของการรักษา หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกันกับยาลำดับแรก หรือเปลี่ยนไปใช้ยาลำดับที่สอง เปลี่ยนไปใช้จิตบำบัด ส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และ/หรือประเมินการวินิจฉัยอีกครั้ง
การรักษาในระยะยาว
โรควิตกกังวลทั่วไป
ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ควรได้รับการติดตามต่อเนื่องเป็นเวลา 6–12 เดือน โดยเป้าหมายของการรักษาคือการทำให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ควรจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลังด้วย
หากยามีประสิทธิผล ควรให้การรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง เมื่อผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงพิจารณาหยุดการรักษา โดยอาจค่อย ๆ ลดขนาดยาอย่างระมัดระวัง หากพยายามหยุดยาอย่างระมัดระวังแล้ว 2 ครั้ง แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการวิตกกังวล ควรพิจารณาการรักษาเพื่อควบคุมอาการในระยะยาว
โรคแพนิค
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลัง
โดยทั่วไป แนะนำให้รักษาด้วยยาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เพื่อคงการลดลงของอาการและลดความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำ หลังจากนั้นจึงพิจารณาหยุดยาและติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การกลับเป็นซ้ำพบได้บ่อย และการกลับมาเริ่มการรักษาด้วยยาอีกครั้งมีแนวโน้มช่วยให้อาการดีขึ้น
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับจิตบำบัด อาจค่อย ๆ ลดความถี่ในการนัดติดตาม โดยสามารถหยุดการรักษาได้หลังจากผ่านไปหลายเดือน การเพิ่มการรักษาทางจิตสังคม โดยเฉพาะ CBT ร่วมกับการรักษาด้วยยา อาจช่วยให้ผลการรักษาในระยะยาวดีขึ้น โดยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำหลังหยุดการรักษาด้วยยา การศึกษาบางส่วนพบว่า CBT อาจช่วยให้อาการเข้าสู่ระยะสงบได้นานหลายปี อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีไม่มีการศึกษาถึงว่าการกลับมาให้ CBT อีกครั้งจะช่วยให้ผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำมีอาการดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
โรคกลัวสังคม
เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ สามารถเริ่มการฝึกเผชิญสิ่งที่กลัวในสถานการณ์จริงได้ โดยควรติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของการรักษาคือให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลัง
ควรให้การรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 6–12 เดือน จากนั้นจึงพิจารณาค่อย ๆ ลดขนาดยาและหยุดยา โดยยังคงติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากอาการกลับมาเป็นซ้ำหลังหยุดยาหรือลดขนาดยา อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยา กลับมาเริ่มยาอีกครั้ง หรือใช้ CBT แบบรายบุคคล
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา ซึ่งเป็นระยะเฉียบพลัน โดยติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาและการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวสังคมที่ได้รับ SSRI หรือ serotonin and norepinephrine reuptake inhibitor ควรติดตามความเสี่ยงต่อการมีความคิดฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองเป็นรายสัปดาห์ จากนั้นควรประเมินการรักษาซ้ำทุกเดือน สำหรับ CBT ผลการรักษาสามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว โดยมีรายงานว่าผลการรักษายังคงอยู่ในการติดตามผู้ป่วยเป็นเวลานาน 1–5 ปี
โรคแพนิค
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา ซึ่งเป็นระยะเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ควรติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาและการตอบสนองต่อการรักษา และประเมินการรักษาซ้ำทุก 8–12 สัปดาห์
การปรับเปลี่ยนการรักษา
โรควิตกกังวลทั่วไป
หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจหลังได้รับการรักษาเป็นเวลา 4–8 สัปดาห์ อาจพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มขนาดยา เพิ่มหรือเปลี่ยนไปใช้ยาจากกลุ่มการรักษาอื่น และ/หรือเพิ่มการรักษาด้วยจิตบำบัด
โรคแพนิค (Panic Disorder)
ควรให้ระยะเวลาในการรักษาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ก่อนประเมินประสิทธิผลของการรักษา หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจพิจารณาเปลี่ยนแนวทางการรักษา เพิ่มจิตบำบัดหรือยา ส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และ/หรือประเมินการวินิจฉัยอีกครั้ง
โรคกลัวสังคม
ควรให้ระยะเวลาในการรักษา 12 สัปดาห์ก่อนประเมินประสิทธิผลของการรักษา หากผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกันกับยาลำดับแรก หรือเปลี่ยนไปใช้ยาลำดับที่สอง เปลี่ยนไปใช้จิตบำบัด ส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และ/หรือประเมินการวินิจฉัยอีกครั้ง
การรักษาในระยะยาว
โรควิตกกังวลทั่วไป
ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ควรได้รับการติดตามต่อเนื่องเป็นเวลา 6–12 เดือน โดยเป้าหมายของการรักษาคือการทำให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ควรจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลังด้วย
หากยามีประสิทธิผล ควรให้การรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง เมื่อผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงพิจารณาหยุดการรักษา โดยอาจค่อย ๆ ลดขนาดยาอย่างระมัดระวัง หากพยายามหยุดยาอย่างระมัดระวังแล้ว 2 ครั้ง แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการวิตกกังวล ควรพิจารณาการรักษาเพื่อควบคุมอาการในระยะยาว
โรคแพนิค
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลัง
โดยทั่วไป แนะนำให้รักษาด้วยยาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เพื่อคงการลดลงของอาการและลดความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำ หลังจากนั้นจึงพิจารณาหยุดยาและติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การกลับเป็นซ้ำพบได้บ่อย และการกลับมาเริ่มการรักษาด้วยยาอีกครั้งมีแนวโน้มช่วยให้อาการดีขึ้น
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับจิตบำบัด อาจค่อย ๆ ลดความถี่ในการนัดติดตาม โดยสามารถหยุดการรักษาได้หลังจากผ่านไปหลายเดือน การเพิ่มการรักษาทางจิตสังคม โดยเฉพาะ CBT ร่วมกับการรักษาด้วยยา อาจช่วยให้ผลการรักษาในระยะยาวดีขึ้น โดยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำหลังหยุดการรักษาด้วยยา การศึกษาบางส่วนพบว่า CBT อาจช่วยให้อาการเข้าสู่ระยะสงบได้นานหลายปี อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีไม่มีการศึกษาถึงว่าการกลับมาให้ CBT อีกครั้งจะช่วยให้ผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำมีอาการดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
โรคกลัวสังคม
เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ สามารถเริ่มการฝึกเผชิญสิ่งที่กลัวในสถานการณ์จริงได้ โดยควรติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของการรักษาคือให้อาการเข้าสู่ระยะสงบและให้ผู้ป่วยกลับมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นภายหลัง
ควรให้การรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 6–12 เดือน จากนั้นจึงพิจารณาค่อย ๆ ลดขนาดยาและหยุดยา โดยยังคงติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากอาการกลับมาเป็นซ้ำหลังหยุดยาหรือลดขนาดยา อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยา กลับมาเริ่มยาอีกครั้ง หรือใช้ CBT แบบรายบุคคล
