การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ
การทดสอบที่จำเป็น
ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น CLL ควรส่งตรวจดังต่อไปนี้ ได้แก่
การตรวจ flow cytometry ช่วยแยก CLL ออกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการระบุสายกำเนิดของเซลล์ (cell lineage) ด้วยแอนติบอดีจำเพาะ
การตรวจ Immunophenotyping เป็นวิธีการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ในการระบุแอนติเจนบนพื้นผิว (surface antigen) โดยใช้แอนติบอดีหรือ marker เพื่อระบุการมีอยู่และสัดส่วนของ surface antigen ที่เกี่ยวข้องกับ B cell ได้แก่: CD19, CD20 (ต่ำ), CD23; แอนติเจนของ T-cell: CD5; และ immunoglobulins บนพื้นผิว: IgM, IgD (ต่ำ) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อยืนยันความเป็นโคลนของ B-cell
Chronic Lymphocytic Leukemia_Diagnostics 1
Cytogenetics and Gene Mutations
การตรวจทางไซโตเจเนติกส์และการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน ใช้เพื่อประเมินพยากรณ์โรคของผู้ป่วย และช่วยในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด การตรวจ fluorescence in situ hybridization (FISH) สามารถตรวจพบความผิดปกติ เช่น del(17p), del(11q), del(13q) และ trisomy 12 ได้
การระบุสถานะการกลายพันธุ์ของ IGHV มีประโยชน์ในการพิจารณาการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด (chemoimmunotherapy) การตรวจ CpG-stimulated karyotype test ใช้เพื่อระบุผู้ป่วยที่มีโรคความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่ม Bruton tyrosine kinase (BTK) inhibitor
ระดับ serum beta-2 microglobulin (B2M) ที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองโดยรวมต่อการรักษา ระยะเวลาปลอดการรักษา (treatment-free intervals) และอัตราการรอดชีวิตโดยรวม (overall survival) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย chemoimmunotherapy เป็นการรักษาเริ่มต้น
การทดสอบทางเลือก (Optional Tests)
การตรวจเพิ่มเติมที่อาจพิจารณา ได้แก่ ระดับกรดยูริกในซีรัมและการทดสอบปริมาณอิมมูโนโกลบูลินในซีรัม (เพื่อกำหนดสถานะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย) นอกจากนี้ยังแนะนำให้มีการทดสอบสำหรับไวรัสตับอักเสบซี, cytomegalovirus (CMV), Epstein Bar virus (EBV) และไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์ (HIV)
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
การตัดชิ้นเนื้อเป็นทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วย flow cytometry เพียงอย่างเดียว
การตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node Biopsy)
การตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองอาจใช้เพื่อแยกแยะโรคลิมโฟไซต์อื่นๆ และการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรงในกรณีที่สงสัย
การตัดชิ้นเนื้อไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy)
การตรวจชิ้นเนื้อไขกระดูกเป็นทางเลือกที่ใช้สำหรับการประเมินไขกระดูกและเพื่อยืนยันลักษณะของภาวะเม็ดเลือดต่ำ (anemia, thrombocytopenia) ทั้งก่อนและหลังการรักษา
การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture)
การเจาะน้ำไขสันหลังอาจใช้กับผู้ป่วยที่อาจมีการพยาธิสภาพในระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ร่วมกับการมีอาการที่ชัดเจน
Chronic Lymphocytic Leukemia_Diagnostics 2
ตัวบ่งชี้พยากรณ์โรค (Prognostic Markers)
ตัวบ่งชี้พยากรณ์โรคช่วยในการคาดการณ์การรอดชีวิตหรือการดำเนินโรคที่มากกว่าการประเมินจากระยะของโรคทางคลินิก โดยประกอบด้วยตัวบ่งชี้ในซีรัม (serum markers) เช่น CD23 และ thymidine kinase การตรวจตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรม เช่น การวิเคราะห์ยีน IGHV และการตรวจความผิดปกติของจีโนม เช่น การแสดงออกของ CD38, CD49d และ ZAP-70 หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเมทิลเลชัน (methylation)
ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น CLL ควรส่งตรวจดังต่อไปนี้ ได้แก่
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) ร่วมกับ differential count และจำนวนเกล็ดเลือด
- การตรวจ metabolic panel ซึ่งรวมถึงระดับ lactate dehydrogenase (LDH) และ serum beta-2-microglobulin
- ระดับ bilirubin, haptoglobin และ reticulocyte count
- การตรวจ direct Coombs test หรือ direct antiglobulin test ซึ่งอาจช่วยประเมินและคาดการณ์ภาวะโลหิตจางจากภูมิคุ้มกันตนเอง (autoimmune hemolytic anemia)
- การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B screening) ในกรณีที่พิจารณาให้การรักษาด้วยยากลุ่มแอนติบอดีต่อ CD20 (CD20 monoclonal antibody therapy)
การตรวจ flow cytometry ช่วยแยก CLL ออกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการระบุสายกำเนิดของเซลล์ (cell lineage) ด้วยแอนติบอดีจำเพาะ
การตรวจ Immunophenotyping เป็นวิธีการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ในการระบุแอนติเจนบนพื้นผิว (surface antigen) โดยใช้แอนติบอดีหรือ marker เพื่อระบุการมีอยู่และสัดส่วนของ surface antigen ที่เกี่ยวข้องกับ B cell ได้แก่: CD19, CD20 (ต่ำ), CD23; แอนติเจนของ T-cell: CD5; และ immunoglobulins บนพื้นผิว: IgM, IgD (ต่ำ) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อยืนยันความเป็นโคลนของ B-cell
Chronic Lymphocytic Leukemia_Diagnostics 1Cytogenetics and Gene Mutations
การตรวจทางไซโตเจเนติกส์และการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน ใช้เพื่อประเมินพยากรณ์โรคของผู้ป่วย และช่วยในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด การตรวจ fluorescence in situ hybridization (FISH) สามารถตรวจพบความผิดปกติ เช่น del(17p), del(11q), del(13q) และ trisomy 12 ได้
การระบุสถานะการกลายพันธุ์ของ IGHV มีประโยชน์ในการพิจารณาการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด (chemoimmunotherapy) การตรวจ CpG-stimulated karyotype test ใช้เพื่อระบุผู้ป่วยที่มีโรคความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่ม Bruton tyrosine kinase (BTK) inhibitor
ระดับ serum beta-2 microglobulin (B2M) ที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองโดยรวมต่อการรักษา ระยะเวลาปลอดการรักษา (treatment-free intervals) และอัตราการรอดชีวิตโดยรวม (overall survival) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย chemoimmunotherapy เป็นการรักษาเริ่มต้น
การทดสอบทางเลือก (Optional Tests)
การตรวจเพิ่มเติมที่อาจพิจารณา ได้แก่ ระดับกรดยูริกในซีรัมและการทดสอบปริมาณอิมมูโนโกลบูลินในซีรัม (เพื่อกำหนดสถานะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย) นอกจากนี้ยังแนะนำให้มีการทดสอบสำหรับไวรัสตับอักเสบซี, cytomegalovirus (CMV), Epstein Bar virus (EBV) และไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์ (HIV)
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
การตัดชิ้นเนื้อเป็นทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วย flow cytometry เพียงอย่างเดียว
การตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node Biopsy)
การตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองอาจใช้เพื่อแยกแยะโรคลิมโฟไซต์อื่นๆ และการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรงในกรณีที่สงสัย
การตัดชิ้นเนื้อไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy)
การตรวจชิ้นเนื้อไขกระดูกเป็นทางเลือกที่ใช้สำหรับการประเมินไขกระดูกและเพื่อยืนยันลักษณะของภาวะเม็ดเลือดต่ำ (anemia, thrombocytopenia) ทั้งก่อนและหลังการรักษา
การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture)
การเจาะน้ำไขสันหลังอาจใช้กับผู้ป่วยที่อาจมีการพยาธิสภาพในระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ร่วมกับการมีอาการที่ชัดเจน
Chronic Lymphocytic Leukemia_Diagnostics 2ตัวบ่งชี้พยากรณ์โรค (Prognostic Markers)
ตัวบ่งชี้พยากรณ์โรคช่วยในการคาดการณ์การรอดชีวิตหรือการดำเนินโรคที่มากกว่าการประเมินจากระยะของโรคทางคลินิก โดยประกอบด้วยตัวบ่งชี้ในซีรัม (serum markers) เช่น CD23 และ thymidine kinase การตรวจตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรม เช่น การวิเคราะห์ยีน IGHV และการตรวจความผิดปกติของจีโนม เช่น การแสดงออกของ CD38, CD49d และ ZAP-70 หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเมทิลเลชัน (methylation)
การวินิจฉัยด้วยภาพ
การตรวจทางภาพวินิจฉัย (Imaging studies) ไม่ได้ใช้เป็นการตรวจประจำในผู้ป่วย CLL
Computed Tomography (CT)
CT scan ใช้เพื่อประเมินขนาดเนื้องอกและประเมินอาการ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการประเมินพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดสอบทางคลินิก
Positron Emission Tomography (PET)
การตรวจ PET scan แนะนำในผู้ป่วยที่มีโรคอยู่เฉพาะที่และใช้เพื่อค้นหาตำแหน่งของโรคที่ซ่อนอยู่หรือการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของชนิดเซลล์
Ultrasonography
การตรวจอัลตราซาวนด์อาจพิจารณาใช้เพื่อช่วยตรวจหาภาวะต่อมน้ำเหลืองโต (lymphadenopathy) และการโตของอวัยวะภายใน
Computed Tomography (CT)
CT scan ใช้เพื่อประเมินขนาดเนื้องอกและประเมินอาการ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการประเมินพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดสอบทางคลินิก
Positron Emission Tomography (PET)
การตรวจ PET scan แนะนำในผู้ป่วยที่มีโรคอยู่เฉพาะที่และใช้เพื่อค้นหาตำแหน่งของโรคที่ซ่อนอยู่หรือการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของชนิดเซลล์
Ultrasonography
การตรวจอัลตราซาวนด์อาจพิจารณาใช้เพื่อช่วยตรวจหาภาวะต่อมน้ำเหลืองโต (lymphadenopathy) และการโตของอวัยวะภายใน
