| ยา |
ขนาดยา |
หมายเหตุ |
| Monoclonal Antibodies |
| Bevacizumab |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย: การรักษาลำดับแรก (ให้ทางหลอดเลือดดำ)
- 5 มก./กก. ทุก 2 สัปดาห์ หรือ
- 7.5 มก./กก. ทุก 3 สัปดาห์
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย: การรักษาลำดับที่ 2 (ให้ทางหลอดเลือดดำ)
- 10 มก./กก. ทุก 2 สัปดาห์ หรือ
- 15 มก./กก. ทุก 3 สัปดาห์
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้ทะลุ ภาวะลำไส้อุดตัน เยื่อบุลำไส้อุดกั้น เบื่ออาหาร เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- ระบบโลหิตวิทยา (เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ นิวโทรฟิลต่ำ โลหิตจาง ภาวะไข้ร่วมกับนิวโทรฟิลต่ำ ลิมโฟไซต์ต่ำ)
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ภาวะหัวใจล้มเหลว)
- อื่น ๆ (ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไข้ เนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด เลือดออกหลังผ่าตัดหรือแผลหายช้า โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เลือดออกจากก้อนมะเร็ง ความผิดปกติทางตา ภาวะปลายประสาทรับความรู้สึกผิดปกติ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ฝี เนื้อเยื่ออักเสบจากการติดเชื้อ ขาดน้ำ โซเดียมในเลือดต่ำ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ไม่ควรให้ยาแบบ IV bolus หรือ IV push
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS metastases) ที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรือผู้ป่วยที่มีประวัติเลือดออกในปอดหรือไอเป็นเลือดเมื่อไม่นานมานี้
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ภาวะเลือดออก นิวโทรฟิลต่ำ ภาวะแผลหายช้า โปรตีนรั่วในปัสสาวะ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะ reversible posterior leukoencephalopathy รวมถึงผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตหรือตับบกพร่อง
- ควรหยุดยาอย่างถาวรหากเกิดภาวะทางเดินอาหารทะลุ มีเลือดออกระดับ 3 หรือ 4 ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา หรือเกิด hypertensive crisis หรือ hypertensive encephalopathy
- แนะนำให้ติดตามความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอระหว่างการรักษา
- ไม่ควรเริ่มการรักษาภายใน 28 วันหลังการผ่าตัดใหญ่ หรือจนกว่าแผลผ่าตัดจะหายสนิท
|
| Cetuximab |
ขนาดยาเริ่มต้น
- 400 มก./ตร.ม. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์แรก หรือ
- 500 มก./ตร.ม. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ในวันที่ 1 ทุก 2 สัปดาห์
ขนาดยาต่อเนื่อง
- 250 มก./ตร.ม. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง
อัตราการให้ยาสูงสุด
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา (infusion-related reactions) ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ หนาวสั่น ไข้ เวียนศีรษะ และหายใจลำบาก
- ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยารุนแรง ได้แก่ หลอดลมหดเกร็ง ลมพิษ ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ หรือภาวะช็อก ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังได้รับยาครั้งแรก
- ระบบทางเดินอาหาร (เยื่อบุช่องปากอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คลื่นไส้/อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น)
- ระบบเมแทบอลิซึม (ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ)
- อื่น ๆ (ปวดศีรษะ เยื่อบุตาอักเสบ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรตรวจยืนยันสถานะการกลายพันธุ์ของ KRAS ก่อนเริ่มการรักษาด้วย Cetuximab
- ก่อนให้ยา ควรได้รับยาป้องกันล่วงหน้าด้วยยาแก้แพ้ (antihistamine) และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid)
- หากให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ควรให้ยาเคมีบำบัดหลังจากให้ Cetuximab อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ Cetuximab รุนแรง (ระดับ 3 หรือ 4)
- เฝ้าระวังปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา (infusion-related reactions) อย่างใกล้ชิด
- ติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ในเลือดเป็นระยะระหว่างการรักษา
|
| Dostarlimab |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มีภาวะ MSI-H/dMMR หรือมีการกลายพันธุ์ของ POLE/POLD1 ร่วมกับลักษณะ ultra-hypermutated phenotype
- 500 มก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 3 สัปดาห์ จำนวน 4 รอบการรักษา
- จากนั้นให้ 1,000 มก. ทางหลอดเลือดดำ ทุก 6 สัปดาห์
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ)
- ระบบโลหิตวิทยา (โลหิตจาง จำนวนลิมโฟไซต์ลดลง)
- ระบบเมแทบอลิซึม (โซเดียมในเลือดต่ำ ระดับ alkaline phosphatase สูงขึ้น อัลบูมินในเลือดลดลง ระดับ transaminases สูงขึ้น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ)
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ)
- อื่น ๆ (ปอดอักเสบ อ่อนเพลีย อ่อนแรง ผื่น คัน ไข้ หนาวสั่น)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาค (allogeneic hematopoietic stem cell transplantation; HSCT)
- เฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ปอดอักเสบ (pneumonitis) ลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis) ตับอักเสบ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ไตอักเสบ ผื่น และปวดข้อ
- ตรวจติดตามผลทางห้องปฏิบัติการพื้นฐานและเป็นระยะระหว่างการรักษา ได้แก่ การทำงานของตับ ค่า creatinine และการทำงานของต่อมไทรอยด์
|
| Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki |
- 5.4 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำในวันที่ 1
- ให้ซ้ำทุก 21 วัน
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย)
- ระบบโลหิตวิทยา (นิวโทรฟิลต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง)
- อื่น ๆ (เบื่ออาหาร ไอ ผมร่วง อ่อนเพลีย)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอักเสบคั่นระหว่างเนื้อเยื่อ (interstitial lung disease; ILD) ที่รุนแรง เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะนิวโทรฟิลต่ำรุนแรง (รวมถึงภาวะไข้ร่วมกับนิวโทรฟิลต่ำ) และผู้ป่วยโรคหัวใจ
- ติดตามผล CBC และประเมินค่า left ventricular ejection fraction (LVEF) ก่อนเริ่มการรักษา ก่อนให้ยาแต่ละครั้ง และตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
|
| Nivolumab |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มีภาวะ MSI-H/dMMR หรือมีการกลายพันธุ์ของ POLE/POLD1 ร่วมกับลักษณะ ultra-hypermutated phenotype:
ยาเดี่ยว:
- 3 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 2 สัปดาห์ หรือ
- 240 มก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 60 นาที ทุก 2 สัปดาห์ หรือ
- 480 มก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 4 สัปดาห์
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้
ใช้ร่วมกับ Ipilimumab
- 3 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 3 สัปดาห์ จำนวน 4 ครั้ง
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ผิวหนัง (Stevens-Johnson syndrome, toxic epidermal necrolysis, ผื่น, คัน)
- ระบบเมแทบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ (ภาวะต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง เบาหวานชนิดที่ 1 ภาวะ diabetic ketoacidosis)
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย/ลำไส้ใหญ่อักเสบ คลื่นไส้/อาเจียน ท้องผูก ปวดท้อง ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- ระบบโลหิตวิทยา (นิวโทรฟิลต่ำ ลิมโฟไซต์ต่ำ โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ)
- ตับ (ตับอักเสบ ระดับ ALT, AST, alkaline phosphatase และ bilirubin สูงขึ้น)
- ระบบทางเดินหายใจ (ปอดอักเสบ pneumonia ปอดอักเสบจากภูมิคุ้มกัน pneumonitis หรือโรคปอดอักเสบคั่นระหว่างเนื้อเยื่อ interstitial lung disease ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด หายใจลำบาก)
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง)
- ไต (ไตวาย ไตอักเสบจากภูมิคุ้มกัน)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องระดับปานกลางถึงรุนแรง
- ติดตามการทำงานของตับ ระดับ serum creatinine การทำงานของต่อมไทรอยด์ และระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนเริ่มการรักษาและเป็นระยะระหว่างการรักษา
- เฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของภาวะอิเล็กโทรไลต์ผิดปกติอย่างใกล้ชิด
|
| Panitumumab |
ใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับ FOLFOX, FOLFIRI, Adagrasib หรือ Encorafenib:
- 6 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 60 นาที ทุก 2 สัปดาห์
- หากขนาดยามากกว่า 1,000 มก. ให้ยานาน 90 นาที
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ผิวหนัง (ผื่นคล้ายสิว ผิวหนังอักเสบ คัน ผิวหนังแดงรอบเล็บ)
- ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา (infusion-related reactions) ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ หนาวสั่น ไข้ เวียนศีรษะ และหายใจลำบาก
- ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยารุนแรง ได้แก่ หลอดลมหดเกร็ง ลมพิษ ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ หรือภาวะช็อก ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังได้รับยาครั้งแรก
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย ซึ่งอาจรุนแรงมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ปวดท้อง คลื่นไส้/อาเจียน ท้องผูก เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- อื่น ๆ (ไอ อ่อนเพลีย ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรตรวจยืนยันสถานะ RAS ชนิด wild-type (KRAS และ NRAS) ก่อนเริ่มการรักษา
- ไม่ควรให้ยาแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็ว (intravenous push หรือ bolus)
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เคยมีปฏิกิริยารุนแรงถึงชีวิตจาก Panitumumab ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มีการกลายพันธุ์ของ RAS หรือผู้ป่วยที่ไม่ทราบสถานะ RAS
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนัง ความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่ออ่อน ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา ภาวะแทรกซ้อนทางปอด ความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ หรือมีการทำงานของไตและตับบกพร่อง
- หากเกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาระดับ 1–2 ควรลดอัตราการให้ยาลง 50%
- หากเกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาระดับ 3–4 ควรหยุดยาโดยทันทีและหยุดการรักษาอย่างถาวร
- หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังรุนแรง ควรหยุดการรักษา
- ติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ในเลือดเป็นระยะระหว่างการรักษา
|
| Pembrolizumab |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มีภาวะ dMMR/MSI-H หรือมีการกลายพันธุ์ของ POLE/POLD1 ร่วมกับลักษณะ ultra-hypermutated phenotype:
- 2 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำ ทุก 3 สัปดาห์ หรือ
- 200 มก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 3 สัปดาห์ หรือ
- 400 มก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 30 นาที ทุก 6 สัปดาห์
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
ระยะเวลาการรักษาสูงสุด: 2 ปี
|
อาการไม่พึงประสงค์
- อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immune-mediated reactions) ได้แก่ ลำไส้ใหญ่อักเสบ เบาหวาน ตับอักเสบ ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำหรือทำงานเกิน ต่อมใต้สมองอักเสบ ไตอักเสบ และปอดอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (pneumonitis)• อื่น ๆ (ท้องเสีย ไข้ ปวดข้อ ปวดหลัง ไอ ด่างขาว (vitiligo) ปวดท้อง ผื่น คัน และโซเดียมในเลือดต่ำ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ผู้ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาค (allogeneic HSCT) หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- เฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immune-mediated adverse reactions) เช่น ปอดอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (pneumonitis) ลำไส้ใหญ่อักเสบ ตับอักเสบ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ และไตอักเสบ
- พิจารณาหยุดยาไว้ชั่วคราว หากเกิด
- Pneumonitis ระดับ 2
- ลำไส้ใหญ่อักเสบระดับ 2–3
- ไตอักเสบหรือภาวะต่อมใต้สมองอักเสบระดับ 2
- ค่า AST/ALT >3–5 เท่าของค่าปกติสูงสุด (ULN)
- หรือ total bilirubin >1.5–3 เท่าของ ULN
- หยุดยาอย่างถาวร หากเกิด
- Pneumonitis ระดับ 3–4
- ลำไส้ใหญ่อักเสบระดับ 4
- ไตอักเสบหรือภาวะต่อมใต้สมองอักเสบระดับ 3–4
- ค่า AST/ALT >5 เท่าของ ULN
- หรือ total bilirubin >3 เท่าของ ULN
|
| Pertuzumab |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มี HER2 amplification และมี RAS และ BRAF แบบ wild type โดยใช้ร่วมกับ Trastuzumab:
- ขนาดยานำ (loading dose) 840 มก. ทางหลอดเลือดดำ ในวันแรกของรอบการรักษาที่ 1
- จากนั้นให้ 420 มก. ทางหลอดเลือดดำ ทุก 21 วัน
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ค่า left ventricular ejection fraction [LVEF] ลดลง, ภาวะหัวใจล้มเหลว)
- ระบบทางเดินอาหาร (การรับรสผิดปกติ, คลื่นไส้/อาเจียน, ปวดท้อง, ท้องเสีย, การรับรสเปลี่ยนแปลง, เบื่ออาหาร, เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- ระบบโลหิตวิทยา (นิวโทรฟิลต่ำ, โลหิตจาง, ภาวะไข้ร่วมกับนิวโทรฟิลต่ำ)
- ระบบประสาท (เวียนศีรษะ, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, ชาปลายมือปลายเท้า, ภาวะปลายประสาทเสื่อม)
- ผิวหนัง (ผมร่วง, คัน, ผื่น, ผิวแห้งผิดปกติ)
- ระบบทางเดินหายใจ (ไอ, เลือดกำเดาออก, คอหอยอักเสบ, การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน)
- อื่น ๆ (ไข้, หนาวสั่น, อ่อนแรง, ปวดกล้ามเนื้อ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ผู้ที่เคยได้รับยากลุ่ม anthracyclines หรือเคยได้รับรังสีรักษามาก่อน
- ควรตรวจประเมินการแสดงออกของ HER2 และตรวจการตั้งครรภ์ก่อนเริ่มการรักษา
- ประเมินการทำงานของหัวใจก่อนเริ่มการรักษาและติดตามอย่างสม่ำเสมอระหว่างการรักษา รวมทั้งเฝ้าระวังปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาและอาการแพ้ยา (hypersensitivity reactions) หลังได้รับยาแต่ละครั้ง
|
| Ramucirumab |
ใช้ร่วมกับ Irinotecan, FA และ 5-FU (สูตร FOLFIRI):
- 8 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 60 นาที ทุก 2 สัปดาห์ โดยให้ก่อน FOLFIRI
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบโลหิตวิทยา (นิวโทรฟิลต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ)
- ระบบทางเดินอาหาร (เลือดออกในทางเดินอาหาร เยื่อบุช่องปากอักเสบ ท้องเสีย ปวดท้อง)
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง)
- อื่น ๆ (อ่อนเพลีย โปรตีนรั่วในปัสสาวะ บวมที่ปลายแขนขา กลุ่มอาการมือ-เท้า เยื่อบุอักเสบ เลือดกำเดาออก อัลบูมินในเลือดต่ำ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- แนะนำให้ได้รับยาป้องกันล่วงหน้าด้วยยาในกลุ่ม H1-receptor antagonist (เช่น Diphenhydramine) ก่อนให้ยา
- ควรหยุดยาเมื่อเกิดภาวะทางเดินอาหารทะลุ การเกิดช่องเชื่อมผิดปกติ (fistula) เลือดออกรุนแรงระดับ 3 หรือ 4 ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงชนิดรุนแรง โปรตีนในปัสสาวะ >3 กรัม/24 ชั่วโมง หรือความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยาลดความดันโลหิต
- หากเกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา ระดับ 1–2 ให้ลดอัตราการให้ยาลง 50% สำหรับครั้งนั้นและการให้ยาครั้งถัดไปทั้งหมด
- หากเกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาระดับ 3–4 ควรหยุดยาอย่างถาวร
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ตับแข็งรุนแรง หรือไตบกพร่องรุนแรง
- ติดตามผลตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและค่าการแข็งตัวของเลือด
- ติดตามความดันโลหิตก่อนให้ยาแต่ละครั้ง
- ควรหยุดยาเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัดที่วางแผนไว้
|
| Trastuzumab |
ใช้ร่วมกับ Pertuzumab:
- ขนาดยานำ (loading dose) 8 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ ในวันแรกของรอบการรักษาที่ 1
- จากนั้นให้ 6 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ ทุก 21 วัน
ใช้ร่วมกับ Lapatinib:
- ขนาดยานำ (loading dose) 4 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ ในวันแรกของรอบการรักษาที่ 1
- จากนั้นให้ 2 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ สัปดาห์ละครั้ง
ใช้ร่วมกับ Tucatinib:
- ขนาดยานำ (loading dose) 8 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ ในวันแรกของรอบการรักษาที่ 1
- จากนั้นให้ 6 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ ทุก 21 วัน
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบประสาท (ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ปลายประสาทอักเสบ)
- ผิวหนัง (สิว ผื่น อาการแพ้รุนแรง เช่น ภาวะแอนาฟิแล็กซิส)
- ระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง เบื่ออาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้/อาเจียน)
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (บวมน้ำ ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ ภาวะหัวใจล้มเหลว)
- ระบบโลหิตวิทยา (เม็ดเลือดขาวต่ำ โลหิตจาง)
- อื่น ๆ (อาการที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา เช่น ไข้ หนาวสั่น ผื่น อ่อนแรง ปวดหลัง หายใจลำบาก ไอ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม ผู้ที่เคยได้รับรังสีรักษา หรือเคยได้รับยากลุ่ม anthracyclines
- ประเมินการทำงานของหัวใจก่อนเริ่มการรักษา ระหว่างการรักษา และหลังสิ้นสุดการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
|
| ยาต้านมะเร็งอื่นๆ |
| Adagrasib |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีการกลายพันธุ์ของ KRAS G12C (ใช้ร่วมกับ Cetuximab หรือ Panitumumab):
- 600 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (บวมน้ำ, ระยะ QT ยาวนานขึ้น)
- ระบบเมแทบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ (อัลบูมินในเลือดลดลง, แมกนีเซียมในเลือดต่ำ, โพแทสเซียมในเลือดต่ำ)
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน, ท้องเสีย, ปวดท้อง, เบื่ออาหาร)
- ระบบโลหิตวิทยา (เกล็ดเลือดต่ำ, ลิมโฟไซต์ต่ำ)
- ตับ (ระดับ ALT และ AST สูงขึ้น)
- ระบบประสาท (อ่อนเพลีย, กระสับกระส่าย)
- ระบบทางเดินหายใจ (ไอ, หายใจลำบาก, ปอดอักเสบ)
- อื่น ๆ (ระดับ creatinine สูงขึ้น, ปวดกล้ามเนื้อและกระดูก
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- อาจพิจารณาให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียน
- หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะ congenital long QT syndrome ผู้ป่วยที่มีภาวะ QTc prolongation อยู่เดิม หรือผู้ที่ได้รับยาอื่นร่วมซึ่งมีผลทำให้ QTc interval ยาวขึ้น
- ติดตามการทำงานของตับ (LFTs) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และระดับอิเล็กโทรไลต์ก่อนเริ่มการรักษา และติดตามต่อเนื่องตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
|
| Protein Kinase Inhibitors |
| Entrectinib |
มะเร็งที่มีการหลอมรวมของยีน NTRK (NTRK gene fusion-positive):
- 600 มก. รับประทานวันละครั้ง
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องผูก การรับรสผิดปกติ ท้องเสีย คลื่นไส้/อาเจียน)
- ระบบประสาทส่วนกลาง (เวียนศีรษะ การทำงานด้านการรู้คิดบกพร่อง)
- ระบบทางเดินหายใจ (หายใจลำบาก ไอ)
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ)
- อื่น ๆ (อ่อนเพลีย บวมน้ำ ความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ไข้ ความผิดปกติทางการมองเห็น)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure; CHF) ที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีอาการแย่ลง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ภาวะ QT prolongation ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อกระดูกหัก หรือภาวะกรดยูริกในเลือดสูง
- ประเมินค่า left ventricular ejection fraction (LVEF) และระดับกรดยูริกในเลือดก่อนเริ่มการรักษา
- ติดตามการทำงานของตับ รวมถึงค่า ALT และ AST ทุก 2 สัปดาห์ในเดือนแรกของการรักษา จากนั้นติดตามทุกเดือน และตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
- พิจารณาหยุดยาไว้ชั่วคราว หากเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีอาการแย่ลง มีความผิดปกติทางการมองเห็นที่เกิดขึ้นใหม่หรือรุนแรงจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือมีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น การทำงานด้านการรู้คิดบกพร่อง ความผิดปกติของอารมณ์ เวียนศีรษะ หรือความผิดปกติของการนอนหลับ
|
| Fruquintinib |
- 5 มก. รับประทานวันละครั้ง ในช่วง 21 วันแรกของรอบการรักษา 28 วัน
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบโลหิตวิทยา (เกล็ดเลือดต่ำ ภาวะเลือดออก)
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง เบื่ออาหาร)
- อื่น ๆ (ความดันโลหิตสูง กลุ่มอาการมือ-เท้า โปรตีนรั่วในปัสสาวะ การทำงานของตับผิดปกติ ระดับบิลิรูบินในเลือดสูงขึ้น อ่อนเพลีย อ่อนแรง)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- กลืนแคปซูลทั้งแคปซูลพร้อมน้ำ
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกรุนแรงที่ยังมีอาการอยู่ มีแผลในทางเดินอาหารที่ยังคงมีการอักเสบหรือเลือดออก ภาวะทางเดินอาหารทะลุหรือมีช่องเชื่อมผิดปกติ (fistula) ที่ยังไม่หาย รวมถึงผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง
- ควรติดตาม CBC ค่าการแข็งตัวของเลือด และการทำงานของตับ (LFTs) ก่อนเริ่มการรักษาและระหว่างการรักษา
- ติดตามความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้งใน 3 รอบการรักษาแรก และหลังจากนั้นอย่างน้อย 1 ครั้งในแต่ละรอบการรักษา
|
| Lapatinib |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจายที่มี HER2 amplification และมี RAS และ BRAF แบบ wild type โดยใช้ร่วมกับ Trastuzumab:
- 1,000 มก. รับประทานวันละครั้ง
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ค่า left ventricular ejection fraction [LVEF] ลดลง, ภาวะ QT prolongation)
- ระบบทางเดินหายใจ (โรคปอดอักเสบคั่นระหว่างเนื้อเยื่อ interstitial lung disease; ILD, ปอดอักเสบจากยา pneumonitis)
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย, คลื่นไส้/อาเจียน, อาหารไม่ย่อย, ปวดท้อง, เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- ผิวหนัง (ผิวแห้งผิดปกติ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- รับประทานขณะท้องว่าง อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนหรือหลังอาหาร และหลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์จากเกรปฟรุต
- หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 อย่างแรง และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ Lapatinib หรือส่วนประกอบใด ๆ ของตำรับยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายบกพร่อง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะ QT prolongation (เช่น ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ภาวะแมกนีเซียมต่ำ ภาวะ congenital long QT syndrome หรือใช้ยาที่ทำให้ QT interval ยาวขึ้น) รวมถึงผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องรุนแรง
- ติดตามค่า LVEF ก่อนเริ่มการรักษาและเป็นระยะระหว่างการรักษา
- ติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ในเลือดเป็นระยะ
- แก้ไขภาวะโพแทสเซียมต่ำหรือแมกนีเซียมต่ำก่อนเริ่มการรักษา
- หยุดยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากค่า LVEF ต่ำกว่าค่าปกติ หรือค่า LVEF ลดลงระดับ ≥2
|
| Larotrectinib |
มะเร็งที่มี NTRK gene fusion-positive:
- 100 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย)
- ระบบประสาทส่วนกลาง (ภาวะสับสนเฉียบพลัน การเดินผิดปกติ พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ อาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติ ความจำบกพร่อง)
- อื่น ๆ (ระดับ AST/ALT สูงขึ้น โลหิตจาง อ่อนเพลีย ไอ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- กลืนแคปซูลทั้งแคปซูลพร้อมน้ำ
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่อง และสตรีที่มีศักยภาพในการตั้งครรภ์
- พิจารณาหยุดยาไว้ชั่วคราวหรือหยุดยาอย่างถาวร หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบประสาท
|
| Regorafenib |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย:
- 160 มก. รับประทานวันละครั้ง ในช่วง 21 วันแรกของรอบการรักษา 28 วัน หรือ
รอบการรักษาแรก
- 80 มก. รับประทานวันละครั้ง ในวันที่ 1–7
- จากนั้น 120 มก. รับประทานวันละครั้ง ในวันที่ 8–14
- จากนั้น 160 มก. รับประทานวันละครั้ง ในวันที่ 15–21
รอบการรักษาถัดไป
- 160 มก. รับประทานวันละครั้ง ในวันที่ 1–21
- เริ่มรอบการรักษาใหม่ทุก 28 วัน
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (เบื่ออาหาร ท้องเสีย เยื่อบุช่องปากอักเสบ พิษต่อตับ ภาวะทางเดินอาหารทะลุ)
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง)
- อื่น ๆ (อ่อนแรง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เสียงแหบ กลุ่มอาการมือ-เท้า การติดเชื้อ ภาวะเลือดออก ปวดตามร่างกาย)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรรับประทานพร้อมอาหารมื้อไขมันต่ำ และรับประทานในเวลาเดียวกันของทุกวัน
- ควรหยุดยาเมื่อเกิดภาวะทางเดินอาหารทะลุ ภาวะช่องเชื่อมผิดปกติ (fistula) หรือแผลผ่าตัดแยก (wound dehiscence)
- ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องรุนแรง
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออก พิษต่อตับ อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดที่ไม่คงที่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่เพิ่งเกิดขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวระดับ NYHA class 2 หรือมีความดันโลหิตสูง
- ตรวจประเมินการทำงานของตับ (ALT, AST, bilirubin) ก่อนเริ่มการรักษา และติดตามอย่างใกล้ชิด (อย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์) ในช่วง 2 เดือนแรกของการรักษา หลังจากนั้นควรติดตามอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
- ติดตามผล CBC และค่าการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก หรือได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย
- ติดตามค่าทางชีวเคมีและตัวชี้วัดด้านเมแทบอลิซึมเป็นระยะระหว่างการรักษา
|
| Repotrectinib |
มะเร็งที่มี NTRK gene fusion-positive:
- 160 มก. รับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 14 วันแรก
- จากนั้นเพิ่มเป็น 160 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบประสาทส่วนกลาง (เวียนศีรษะ ปลายประสาทเสื่อม ความบกพร่องด้านการรู้คิด การทรงตัวผิดปกติ อ่อนเพลีย)
- ระบบทางเดินอาหาร (การรับรสผิดปกติ ท้องผูก คลื่นไส้/อาเจียน)
- ตับ (ระดับ AST, ALT และ alkaline phosphatase ในเลือดสูงขึ้น)
- อื่น ๆ (กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- กลืนแคปซูลพร้อมน้ำ
- ควรตรวจยืนยันการหลอมรวมของยีน NTRK ก่อนเริ่มการรักษา
- ติดตามการทำงานของตับ (LFTs) และระดับ creatine phosphokinase (CPK) ทุก 2 สัปดาห์ในเดือนแรกของการรักษา และติดตามต่อเนื่องตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
- ตรวจระดับกรดยูริกในเลือดก่อนเริ่มการรักษา และติดตามเป็นระยะระหว่างการรักษา
- เฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางอย่างใกล้ชิด
|
| Selpercatinib |
มะเร็งที่มี RET gene fusion-positive:
- น้ำหนักตัว <50 กก.: 120 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
- น้ำหนักตัว ≥50 กก.: 160 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (ปากแห้ง ท้องเสีย ท้องผูก)
- ระบบเมแทบอลิซึม (ระดับ AST/ALT สูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ระดับ creatinine สูงขึ้น ระดับ alkaline phosphatase สูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลรวมสูงขึ้น ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ)
- ระบบโลหิตวิทยา (เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ)
- อื่น ๆ (ความดันโลหิตสูง อ่อนเพลีย บวมน้ำ ผื่น)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะ QTc prolongation
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
- ตรวจติดตามค่า AST/ALT ก่อนเริ่มการรักษา ทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 3 เดือนแรก และหลังจากนั้นทุกเดือน
- ติดตามความดันโลหิต 1 สัปดาห์หลังเริ่มการรักษา และอย่างน้อยเดือนละครั้งหลังจากนั้น
|
| Tucatinib |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักชนิด HER2-positive ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือมีการแพร่กระจาย และมี RAS wild-type โดยใช้ร่วมกับ Trastuzumab:
- 300 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้/อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง เยื่อบุช่องปากอักเสบ เบื่ออาหาร)
- ระบบโลหิตวิทยา (โลหิตจาง)
- ผิวหนัง (กลุ่มอาการมือ-เท้า ผื่น)
- อื่น ๆ (พิษต่อตับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นใหม่หรือมีอาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่อง หรือมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
- ตรวจติดตามค่า ALT, AST และ bilirubin ก่อนเริ่มการรักษา ทุก 3 สัปดาห์ระหว่างการรักษา และติดตามเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
|
Ziv-aflibercept
(Aflibercept) |
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย (ใช้ร่วมกับ FOLFIRI) ในผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษาหรือมีการดำเนินโรคหลังได้รับสูตรการรักษาที่มี Oxaliplatin เป็นองค์ประกอบ
- 4 มก./กก. ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
- ให้การรักษาต่อเนื่องจนกว่าโรคจะดำเนินต่อ หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
|
อาการไม่พึงประสงค์
- ระบบโลหิตวิทยา (เม็ดเลือดขาวต่ำ นิวโทรฟิลต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ)
- ระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร เยื่อบุช่องปากอักเสบ)
- ตับ (ระดับ AST และ ALT สูงขึ้น)
- อื่น ๆ (ระดับ creatinine ในเลือดสูงขึ้น อ่อนเพลีย เลือดกำเดาออก ความดันโลหิตสูง น้ำหนักลด เสียงแหบ ปวดศีรษะ)
ข้อแนะนำในการใช้ยา
- ให้ยาโดยการหยดเข้าหลอดเลือดดำเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องรุนแรง เนื่องจากมีข้อมูลการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จำกัด
- ควรหยุดยาอย่างถาวรเมื่อเกิดภาวะต่อไปนี้
- เลือดออกรุนแรง
- ภาวะทางเดินอาหารทะลุ
- การเกิดช่องเชื่อมผิดปกติ (fistula)
- ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
- ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือค่า ejection fraction ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ภาวะ hypertensive crisis หรือ hypertensive encephalopathy
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำระดับ 4 (รวมถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด)
- กลุ่มอาการเนโฟรติก (nephrotic syndrome) หรือ thrombotic microangiopathy
- อาการแพ้ยารุนแรง (เช่น หลอดลมหดเกร็ง ภาวะบวมใต้ผิวหนัง หรือภาวะแอนาฟิแล็กซิส)
- ภาวะแผลหายช้าจนต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์
- กลุ่มอาการ reversible posterior leukoencephalopathy syndrome
- ควรหยุดยาเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัดที่มีการวางแผนไว้
- ติดตามผล CBC พร้อมจำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวแยกชนิดก่อนเริ่มการรักษาในแต่ละรอบ
|