การติดตามผล
ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองจำเป็นต้องได้รับการติดตามผลตลอดชีวิต โดยความถี่ในการมาพบแพทย์ขึ้นอยู่กับระดับการดำเนินโรค ความรุนแรงและขอบเขตของโรค การตอบสนองต่อการรักษา ชนิดของการรักษา และการติดตามความเป็นพิษจากยา
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการจัดการและการรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง คือการประเมินทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการกำเริบของโรค ผลไม่พึงประสงค์จากยา และการเกิดการติดเชื้อ รวมถึงปรับแนวทางการรักษาตามการตอบสนองของผู้ป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างใกล้ชิด และปรับการรักษาที่ใช้อยู่ เช่น corticosteroids และยากดภูมิคุ้มกัน ตามความรุนแรงของการมีส่วนเกี่ยวข้องของอวัยวะในช่วงที่โรคแพ้ภูมิตัวเองกำเริบ ผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเองรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน โรคร่วม หรือเกิดความเป็นพิษจากยา จำเป็นต้องได้รับการติดตามผลบ่อยขึ้น
การติดตามผลในแต่ละครั้งที่มาพบแพทย์ควรประกอบด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การตรวจนับเกล็ดเลือด การตรวจระดับ creatinine การตรวจปัสสาวะ การตรวจการทำงานของไตและตับ การตรวจอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) การตรวจ C-reactive protein (CRP) การตรวจทางภูมิคุ้มกันหรือทางซีรัมวิทยา (immunology or serology) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจวินิจฉัยทางภาพ
ในผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเองที่มีการดำเนินโรคอยู่ สามารถติดตามผลทุก 1–3 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัยหรือหลังเกิดการกำเริบของโรค ส่วนผู้ป่วยที่มีการดำเนินโรคในระดับต่ำหรือไม่มีการดำเนินโรค หรือมีการรักษาที่คงที่ สามารถติดตามผลทุก 6–12 เดือน
หลังจากโรคเข้าสู่ระยะที่มีการดำเนินโรคในระดับต่ำหรือระยะสงบ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองประมาณ 20–25% จะเกิดการกำเริบของโรคภายใน 1–2 ปี และ 40–66% จะเกิดการกำเริบภายใน 5–10 ปี ปัจจัยเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่ อายุที่เริ่มเป็นโรค ≤25 ปี เพศชาย การมีการดำเนินโรคทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง การมีอวัยวะสำคัญเกี่ยวข้องกับโรค เช่น ภาวะเม็ดเลือดต่ำ (cytopenias) โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการทางระบบประสาทและจิตเวช และหลอดเลือดอักเสบ รวมถึงผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่พบระดับ C3/C4 ในซีรัมต่ำ และระดับ anti-dsDNA antibodies สูง ตลอดจนปัจจัยด้านการรักษา เช่น การรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ การหยุดยา หรือไม่เคยได้รับ Hydroxychloroquine การลดขนาดยาหรือหยุดยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ในการรักษาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่อาจพบก่อนการกำเริบของโรค ได้แก่ ระดับ complement ในซีรัมลดลง ระดับ anti-dsDNA เพิ่มขึ้น ค่า ESR เพิ่มขึ้น ระดับฮีโมโกลบินลดลง จำนวนเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง ระดับ creatine phosphokinase (CPK) เพิ่มขึ้น และการตรวจพบภาวะเลือดในปัสสาวะด้วยกล้องจุลทรรศน์ (microscopic hematuria) หรือภาวะโปรตีนในปัสสาวะ
แพทย์อาจใช้ดัชนีประเมินการดำเนินโรคแบบองค์รวม หรือดัชนีที่ประเมินเฉพาะระบบอวัยวะอย่างน้อย 1 ชนิด ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับการติดตามผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองในระยะยาว ได้แก่ SLEDAI, BILAG, PGA และ ECLAM
โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus Nephritis)
การติดตามโรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเองควรประกอบด้วยการตรวจวัดความดันโลหิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจปัสสาวะ อัตราส่วนโปรตีนต่อ creatinine ในปัสสาวะ (protein/creatinine ratio) ระดับ creatinine ในซีรัม ระดับ C3/C4 และระดับ anti-dsDNA
โปรดดูแผนภูมิการจัดการและการรักษา โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus Nephritis) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการจัดการและการรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง คือการประเมินทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการกำเริบของโรค ผลไม่พึงประสงค์จากยา และการเกิดการติดเชื้อ รวมถึงปรับแนวทางการรักษาตามการตอบสนองของผู้ป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างใกล้ชิด และปรับการรักษาที่ใช้อยู่ เช่น corticosteroids และยากดภูมิคุ้มกัน ตามความรุนแรงของการมีส่วนเกี่ยวข้องของอวัยวะในช่วงที่โรคแพ้ภูมิตัวเองกำเริบ ผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเองรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน โรคร่วม หรือเกิดความเป็นพิษจากยา จำเป็นต้องได้รับการติดตามผลบ่อยขึ้น
การติดตามผลในแต่ละครั้งที่มาพบแพทย์ควรประกอบด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การตรวจนับเกล็ดเลือด การตรวจระดับ creatinine การตรวจปัสสาวะ การตรวจการทำงานของไตและตับ การตรวจอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) การตรวจ C-reactive protein (CRP) การตรวจทางภูมิคุ้มกันหรือทางซีรัมวิทยา (immunology or serology) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจวินิจฉัยทางภาพ
ในผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเองที่มีการดำเนินโรคอยู่ สามารถติดตามผลทุก 1–3 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัยหรือหลังเกิดการกำเริบของโรค ส่วนผู้ป่วยที่มีการดำเนินโรคในระดับต่ำหรือไม่มีการดำเนินโรค หรือมีการรักษาที่คงที่ สามารถติดตามผลทุก 6–12 เดือน
หลังจากโรคเข้าสู่ระยะที่มีการดำเนินโรคในระดับต่ำหรือระยะสงบ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองประมาณ 20–25% จะเกิดการกำเริบของโรคภายใน 1–2 ปี และ 40–66% จะเกิดการกำเริบภายใน 5–10 ปี ปัจจัยเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่ อายุที่เริ่มเป็นโรค ≤25 ปี เพศชาย การมีการดำเนินโรคทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง การมีอวัยวะสำคัญเกี่ยวข้องกับโรค เช่น ภาวะเม็ดเลือดต่ำ (cytopenias) โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการทางระบบประสาทและจิตเวช และหลอดเลือดอักเสบ รวมถึงผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่พบระดับ C3/C4 ในซีรัมต่ำ และระดับ anti-dsDNA antibodies สูง ตลอดจนปัจจัยด้านการรักษา เช่น การรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ การหยุดยา หรือไม่เคยได้รับ Hydroxychloroquine การลดขนาดยาหรือหยุดยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ในการรักษาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่อาจพบก่อนการกำเริบของโรค ได้แก่ ระดับ complement ในซีรัมลดลง ระดับ anti-dsDNA เพิ่มขึ้น ค่า ESR เพิ่มขึ้น ระดับฮีโมโกลบินลดลง จำนวนเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง ระดับ creatine phosphokinase (CPK) เพิ่มขึ้น และการตรวจพบภาวะเลือดในปัสสาวะด้วยกล้องจุลทรรศน์ (microscopic hematuria) หรือภาวะโปรตีนในปัสสาวะ
แพทย์อาจใช้ดัชนีประเมินการดำเนินโรคแบบองค์รวม หรือดัชนีที่ประเมินเฉพาะระบบอวัยวะอย่างน้อย 1 ชนิด ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับการติดตามผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองในระยะยาว ได้แก่ SLEDAI, BILAG, PGA และ ECLAM
โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus Nephritis)
การติดตามโรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเองควรประกอบด้วยการตรวจวัดความดันโลหิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจปัสสาวะ อัตราส่วนโปรตีนต่อ creatinine ในปัสสาวะ (protein/creatinine ratio) ระดับ creatinine ในซีรัม ระดับ C3/C4 และระดับ anti-dsDNA
โปรดดูแผนภูมิการจัดการและการรักษา โรคไตอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus Nephritis) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ภาวะแทรกซ้อน
ความเป็นพิษจากยา (Toxicity)
ผู้ป่วยที่ได้รับ glucocorticoids เป็นเวลานาน ควรได้รับการติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม อาจพิจารณาตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone densitometry) เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุนและติดตามการตอบสนองต่อการรักษา
ผู้ป่วยที่ได้รับ Hydroxychloroquine ควรได้รับการตรวจคัดกรองทางจักษุ เช่น การตรวจลานสายตา (visual fields examination) และ/หรือการตรวจ spectral-domain optical coherence tomography (SD-OCT) โดยควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มการรักษา (baseline) หลังได้รับยาเป็นเวลา 5 ปี และตรวจเป็นประจำทุกปีในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อความเป็นพิษต่อจอประสาทตา
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อจอประสาทตา เช่น การใช้ Hydroxychloroquine เป็นเวลานาน และ/หรือใช้ในขนาดสูง อายุสูง ประวัติโรคของจอประสาทตาหรือจุดภาพชัด (macular disease) หรือได้รับ Tamoxifen ร่วมด้วย ควรตรวจคัดกรองทางจักษุครั้งแรกก่อนเริ่มการรักษา และตรวจเป็นประจำทุกปี
ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันควรได้รับการติดตามความเป็นพิษต่อระบบเลือด ตับ และไต รวมถึงเฝ้าระวังการเกิดการติดเชื้อ
ผู้ป่วยที่ได้รับ glucocorticoids เป็นเวลานาน ควรได้รับการติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม อาจพิจารณาตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone densitometry) เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุนและติดตามการตอบสนองต่อการรักษา
ผู้ป่วยที่ได้รับ Hydroxychloroquine ควรได้รับการตรวจคัดกรองทางจักษุ เช่น การตรวจลานสายตา (visual fields examination) และ/หรือการตรวจ spectral-domain optical coherence tomography (SD-OCT) โดยควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มการรักษา (baseline) หลังได้รับยาเป็นเวลา 5 ปี และตรวจเป็นประจำทุกปีในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อความเป็นพิษต่อจอประสาทตา
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อจอประสาทตา เช่น การใช้ Hydroxychloroquine เป็นเวลานาน และ/หรือใช้ในขนาดสูง อายุสูง ประวัติโรคของจอประสาทตาหรือจุดภาพชัด (macular disease) หรือได้รับ Tamoxifen ร่วมด้วย ควรตรวจคัดกรองทางจักษุครั้งแรกก่อนเริ่มการรักษา และตรวจเป็นประจำทุกปี
ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันควรได้รับการติดตามความเป็นพิษต่อระบบเลือด ตับ และไต รวมถึงเฝ้าระวังการเกิดการติดเชื้อ
